ค้นหาจากในเว็บ
ค้นหาจาก Google
FONTSIZE
ข่าวประชาสัมพันธ์ส่วนกลาง
"พ.ร.บ.นมผง ปลุกพลังสังคมนมแม่ สู่เส้นทางความยั่งยืนนมแม่ 1-6-2"

วันที่ 20 ส.ค. 2560 (จำนวนคนอ่าน 168 คน)
        กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานองค์กร Alive and Thrive องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน "รวมพลังสร้างสังคมนมแม่ให้ยั่งยืน” ในวาระสัปดาห์นมแม่โลก 2560 เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้อง ส่งเสริมและสนับสนุนให้แม่สามารถให้นมลูกด้วยนมของตนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานที่สุด ในปีนี้ การจัดงานนยังเพื่อเฉลิมฉลองสัปดาห์นมแม่โลกในประเทศไทยยังมีอีกวาระพิเศษคือการออก"พ.ร.บ. นมผง” ที่ พร้อมผลักดันรณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่"นมแม่ 1-6-2” เนื่องจากปัจจุบันแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีเพียง 23% และปีนี้พิเศษ พระราชบัญญัติบ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ผ่านจะมีผลบังคับใช้ 9 กันยายน นี้ซึ่งได้ผลักดันอย่างยาวนานถึง 36 ปี และจะมีผลบังคับใช้ 9 กันยายนนี้เป็นอีกปัจจัยสำคัญเพื่อที่จะช่วยปกป้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นมลูกได้นานขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต หหลังจากผลักดันและรอคอยมาอย่างยาวนานถึง 36 ปี เพื่อช่วยแม่ให้นมแม่ได้สำเร็จ ชูนมแม่เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งจะช่วยป้องกันสองโรคหลักที่เป็นสาเหตุทำให้ทารกเสียชีวิต คือโรคท้องร่วงและปอดบวม จะช่วยป้องกันโรคท้องร่วง, โรคปอดบวม ซึ่งเป็นสองสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกเสียชีวิตส่วนแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมอีกด้วย
        ศ. คลินิก เกียรติคุณ นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวในงานรวมพลัง สร้างสังคมนมแม่ ให้ยั่งยืน ใน"สัปดาห์นมแม่โลก 2560”ว่าการจัดงานในวันนี้ ปีนี้การจัดงานเฉลิมฉลองสัปดาห์นมแม่โลกในประเทศไทยมีวาระพิเศษกว่าทุกปีเนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติพ.ร.บ. นมผงกำลังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ มีไว้เพื่อปกป้องหญิงตั้งครรภ์และแม่และครอบครัวที่มีทารกและเด็กเล็กให้นมลูกจากอิทธิพลใดๆ การส่งเสริมการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกอาหารให้ทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เปราะบางที่ควรได้รับอาหารที่เหมาะสม คือ นมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตและนมแม่พร้อมอาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น กฎหมายฉบับนี้จะส่งผลช่วยให้ขัดขวางการให้นมแม่และสนับสนุนให้แม่ให้นมอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่พร้อมอาหารเสริมตามวัยยาวนานที่สุดแม่และครอบครัวควรจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการให้นมอาหารสำหรับทารก หรืออาหารเสริมทารกในแง่มุมที่ถูกต้องมากขึ้นกฏหมายฉบับนี้จะส่งผลให้เด็กได้รับนมแม่อย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกเกิดมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปราะบาง การให้อาหารทดแทนนมแม่กับทารกที่ไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของทารก นอกจากนี้สำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้นมผงจริงๆ ก็จะสามารถซื้อนมผงในราคาที่ถูกลง เพราะต้นทุนด้านการโฆษณาส่งเสริมการตลาดน่าจะลดลง ดังนั้นจึงอยากขอการสนับสนุนให้สื่อมวลชน รวมถึงทุกๆ หน่วยงานหันมาให้ความสนใจและช่วยกันผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกันร่วมกันรณรงค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมนมแม่ที่ยั่งยืน ร่วมกัน ปกป้องส่งเสริม และสร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัว สังคมให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ไม่ลำบาก และได้นานตามต้องการ คือ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องนมแม่ 1-6-2 มากยิ่งขึ้น 1. หมายถึง นมแม่ 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด , 6 หมายถึง นมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรกและ 2 หมายถึง นมแม่ต่อเนื่อง 2 ปี หรือ นานกว่านั้น เนื่องข้อมูลรายงานการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนถึง 6 เดือน เพียงร้อยละ 23 ส่วนแม่ที่สามารถให้นมลูกได้ถึง 2 ปี มีเพียงร้อยละ 16 ซึ่งยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ด้วยสาเหตุหลักในสภาพสังคมปัจจุบันที่คุณแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปการส่งเสริมแม่และครอบครัวให้เข้าใจคุณค่าและความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคท้องร่วงและโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสองสาเหตุหลักโรคหลักที่ทำให้ทารกเสียชีวิต ส่วนแม่ที่ให้ลูกกินนมจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสองสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้หญิง
        นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยอยากสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยหลักง่ายๆ คือ "นมแม่ 1-6-2”โดยที่เลข 1 หมายถึง การสำคัญของการให้ทารกได้กินนมแม่ภายใน1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เลข 6 หมายถึง การให้ทารกได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนแรกและเลข 2 หมายถึง การให้ทารกและเด็กเล็กได้กินนมแม่ต่อเนื่อง 2 ปี หรือนานกว่านั้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ปัจจุบันทารกที่ได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอดมีร้อยละ 39.9 และกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 23 ส่วนแม่ที่ให้นมลูกนานได้ถึง 2 ปีมีเพียงร้อยละ 16 ซึ่งยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจากสถานการณ์ดังกล่าวกรมอนามัยพร้อมภาคีเครือข่าย จึงร่วมกันผลักดันนโยบายภาครัฐให้กรมอนามัยพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องเพื่อเอื้อต่อการดูแลหญิงตั้งครรภ์และแม่หลังคลอดให้สามารถให้นมลูกได้ภายใน 1 ชัวโมงแรกหลังคลอด ตลอดจนเฝ้าระวังการละเมิดพระราชบัญญัติสืบเนื่องจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ครั้งที่ 5หรือ MICS จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ปัจจุบันมีแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 23 ส่วนแม่ที่ให้นมลูกนานได้ถึง 2 ปีมีเพียงร้อยละ 16 ซึ่งยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ปกป้องสนับสนุนแม่และครอบครัวได้ให้รู้เท่าทันถึงกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด เช่น การโฆษณาอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กต่างๆ ถึงเข้าใจข้อเท็จจริงว่า นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก นมแม่ คือที่จะช่วยการสร้างต้นทุนให้กับลูก ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง พัฒนาการสมวัย จิตใจ อารมณ์ และมีทักษะเชาว์ปัญญา (Executive Function) ที่ดี นอกจากนั้น ยังต้องร่วมกันปกป้องแม่และครอบครัวจากกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กต่างๆ และช่วยกันสื่อสารไปยังสถานที่ทำงานให้เอื้อเฟื้อการจัดตั้งมุมนมแม่ มีผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานที่ให้เข้าใจต่อการบีบเก็บน้ำนม เพื่อให้แม่ทำงานสามารถเลี้ยงลูกนมแม่ อย่างเดียว 6 เดือนแรก และ นมแม่พร้อมอาหารตามวัยถึง 2 ปี หรือ นานกว่านั้นในสภาพสังคมปัจจุบันที่คุณแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนจึงต้องมีแรงสนับสนุนและความเข้าใจจากครอบครัวและสถานประกอบการที่แม่ทำงานอยู่การส่งเสริมแม่และครอบครัวให้เข้าใจคุณค่าและความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคท้องร่วงและโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสองโรคหลักที่ทำให้ทารกเสียชีวิต ส่วนแม่ที่ให้ลูกกินนมจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสองสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้หญิง ได้ตามเป้าหมาย
         ปีนี้จะพิเศษกว่าทุกปีเนื่องจาก พระราชบัญญัติมีผลบังคับมีผลบังคับใช้ในตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ มีไว้เพื่อปกป้องน้ำนมแม่ ปกป้องแม่และเด็กทั่วประเทศไทย หลังจากผลักดันและรอคอยมาอย่างยาวนานถึง 36 ปีและคาดว่าคุณแม่และครอบครัวจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับนมผง หรืออาหารเสริมทารกในแง่มุมที่ถูกต้องมากขึ้น เพราะการโฆษณาและส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆจะลดลง ซึ่งจะส่งผลให้คุณแม่ที่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และให้นมแม่ได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกเริ่มมีมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม นอกจากนี้ สำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้นมผงจริงๆ ก็จะได้ซื้อสินค้านมผงในราคาที่ถูกลง เพราะต้นทุนสินค้าด้านการโฆษณาส่งเสริมการตลาดน่าจะลดลง ซึ่งอยากขอการสนับสนุนให้สื่อมวลชน รวมถึงทุกๆ หน่วยงานหันมาให้ความสนใจและช่วยกันรณรงค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมนมแม่ที่แท้จริง ที่ส่งเสริม สนับสนุนและปกป้องให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ไม่ลำบาก และได้นานตามต้องการ
         "เส้นทางเพื่อช่วยให้แม่ให้นมแม่ได้สำเร็จ (Breaking the Barrier to Successful Breastfeeding) เริ่มจากโรงพยาบาล ไปสู่ชุมชน และครอบครัว ต้องให้การสนับสนุน ส่งเสริม และปกป้อง ให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างเต็มที่ ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ 1.ลงทุน 9 เดือน กำไรตลอดชีวิต 2.รู้ว่ามีน้อง ฝากท้องทันที 3.โฟเลต ไอโอดีน ธาตุเหล็ก สำคัญต่อลูกในท้อง 4.ชั่วโมงแรกที่ลูกเกิด บอกหมอ พยาบาล ช่วยนำลูกมาวางบนอกแม่ตั้งแต่ในห้องคลอด 5.วันแรกที่ลูกเกิดแยกแม่แยกลูกหลังคลอดไม่ดีนะ 6.น้ำนมมาแน่ถ้าแม่รู้และทำถูกวิธี”
 
        แพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ผู้ร่วมจัดงานฯกล่าวว่า ในวันที่ 1-7สิงหาคมของทุกปีเป็นสัปดาห์นมแม่โลก การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นการจับมือร่วมกันโดยภาคีเครือข่ายที่สำคัญ คือ กรมอนามัย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย องค์กร Alive and Thrive องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ภาคียังคงผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่นเพื่อทำงาน ขับเคลื่อนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ยั่งยืนในสังคมไทยเริ่มจากโรงพยาบาล ไปสู่ชุมชน และครอบครัวให้การสนับสนุน ส่งเสริม และปกป้อง ให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างเต็มที่ และทำให้เรื่องนมแม่เป็นเหมือนเรื่องปกติในวิถีชีวิตให้ได้ โดยการสนับสนุน "ต่อไป"เส้นทางเพื่อช่วยให้แม่ให้นมแม่ได้สำเร็จ” (Breaking the Barrier to Successful Breastfeeding) ซึ่งเริ่มจากโรงพยาบาล ไปสู่ชุมชน และครอบครัว ต้องให้การสนับสนุน ส่งเสริม และปกป้อง ให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างเต็มที่ ประกอบด้วย 6 ประเด็นรวมถึงได้แก่1. คือการ1.ลงทุน 9 เดือน กำไรตลอดชีวิต 2.รู้ว่ามีน้อง ฝากท้องทันที 3.โฟเลต ไอโอดีน ธาตุเหล็ก สำคัญต่อลูกในท้อง 4.ชั่วโมงแรกที่ลูกเกิด บอกหมอ พยาบาล ช่วยนำลูกมาวางบนอกแม่ตั้งแต่ในห้องคลอด 5.วันแรกที่ลูกเกิดแยกแม่แยกลูกหลังคลอดไม่ดีนะ และ 6.น้ำนมมาแน่ถ้าแม่รู้และทำถูกวิธี”นายแพทย์วชิระกล่าว ให้เรื่องนมแม่เป็นเหมือนเรื่องปกติในวิถีชีวิตให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบบริการสาธารณสุข - เอื้อต่อการดูแลหญิงตั้งครรภ์และแม่หลังคลอดให้สามารถ ให้นมลูกได้ภายใน 1 ชัวโมงแรกหลังคลอด ตลอดจน ไม่มีการแจกตัวอย่างนมผง ให้กับ หญิงตั้งครรภ์ คุณแม่หลังคลอดและครอบครัว นโยบายของภาครัฐ - ปกป้องแม่หลังคลอดให้รู้เท่าทันถึงกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด เช่น การโฆษณาอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กต่างๆ ถึงข้อเท็จจริงว่า นมแม่ เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก l นมแม่ คือการสร้างต้นทุนให้กับลูก ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง พัฒนาการสมวัย จิตใจ อารมณ์ และมีทักษะเชาว์ปัญญา (Executive Function) ที่ดี สถานที่ทำงาน - เอื้อเฟื้อการจัดตั้งมุมนมแม่ มีผู้บริหาร และ เพื่อนร่วมงาน ที่เข้าใจต่อการบีบเก็บน้ำนม เพื่อให้แม่สามารถเลี้ยงลูกนมแม่ อย่างเดียว 6 เดือนแรก และ นมแม่พร้อมอาหารตามวัยถึง 2 ปี หรือ นานกว่านั้น
        โดยภายในงาน"รวมพลัง สร้างสังคมนมแม่ ให้ยั่งยืน”มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การร่วมพูดคุยหัวข้อ "เอกสิทธิ์น้ำนมแม่” โดยรองอธิบดีกรมอนามัย การ, เสวนา "นมแม่ดีต่อใจ”โดยแชมเปี้ยนนมแม่ อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์ และ พันโทหญิง วรางคนิต นันทนาสิทธิ์,มินิคอนเสิร์ต "เพลงพลังรักนมแม่” โดย น้องใบพลู ด.ญ.ภาวิดา พรวัฒนานุกูล หรือน้องใบพลูและการแสดงพร้อมกับชมความสามารถพิเศษหนูน้อยนมแม่ น้องลิ้งค์ ด.ญ.ศิรินันท์ ตันติเวสส หรือน้องลิ้งค์ และพิธีมอบเกียรติบัตร เชิดชูเกียรติ แชมเปี้ยนนมแม่ และหนูน้อยนมแม่โดยมีกลุ่มคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่และครอบครัวมาร่วมชุมนุมเรียกร้องให้สังคมหันมาสนใจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้นกว่า 500 คน
  จำนวนคนโหวต 1 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

  ระดับ 

  ให้ 1 คะแนน
0%
  ให้ 2 คะแนน
0%
  ให้ 3 คะแนน
0%
  ให้ 4 คะแนน
0%
  ให้ 5 คะแนน
 
100%
  • ความคิดเห็นที่ 2
  • แจ้งลบ
      มีคำผิด ตรงพารากราฟที่ 3 ชื่อท่านอธิบดี ต่อท่านรอง ค่ะ แล้วเนื้อหา มันซ้ำๆกัน ค่ะ
      เดือนเพ็ญ [25/08/2017 - 08:55:53]
     
  • ความคิดเห็นที่ 1
  • แจ้งลบ
      ทำอย่างไรถึงจะไปขับเคลื่อนในสถานประกอบการ ให้สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมีสถานที่ที่พนักงานสามารถ ปั๊มน้ำนมได้สะดวก และใกล้ที่ทำงาน ทันเวลาต่อการให้พัก
      สุภาว์ อาวสกุลสุทธิ [23/08/2017 - 09:08:24]
     
    แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
    ชื่อ ของคุณ : *
    ความคิดเห็น : *
     
     
     
     
     

    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข