ค้นหาจากในเว็บ
ค้นหาจาก Google
ข่าวประชาสัมพันธ์ส่วนกลาง
กรมอนามัย แนะ คาเฟ่สัตว์เลี้ยง คุมเข้ม ความสะอาด หวั่นเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค

วันที่ 8 ก.ย. 2560 )
 
         กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ ผู้ประกอบกิจการคาเฟ่สัตว์เลี้ยง สุนัข แมว กระต่ายหรือสัตว์เลี้ยง สายพันธุ์ต่างประเทศ ควรรักษาความสะอาด แยกสัตว์เลี้ยงออกจากสถานที่ปรุงประกอบอาหาร และสถานที่รับประทานอาหาร เพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดจากสัตว์เป็นสื่อมาสู่คนได้ นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3ปี มีธุรกิจคาเฟ่ ประเภทสัตว์เลี้ยงเปิดบริการแบบขายอาหารและเครื่องดื่ม และนำสัตว์เลี้ยง ปล่อยให้เดิน นั่ง นอน ภายในร้าน เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสและถ่ายรูปเล่นระหว่างรับประทานอาหารในร้าน หรืออนุญาตให้ลูกค้านำสัตว์เลี้ยงของตนเข้ามาได้ ซึ่งผู้ประกอบการกิจการประเภทนี้ ต้องควบคุมการทำความสะอาดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่เกิดจากสัตว์เป็นสื่อได้ โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดได้ทั้งในสุนัข, แมวหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งอาจแพร่เชื้อได้จากการกัดหรือข่วน ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมูล ปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงรวมถึง น้ำมูก น้ำลายซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำ หากสัมผัสสัตว์เลี้ยง จึงมีข้อแนะนำว่าควรล้างมือทุกครั้งหลังการสัมผัสสัตว์เลี้ยงและก่อนสัมผัสอาหาร ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ประกอบหลักการสุขาภิบาลอาหาร สถานที่จำหน่ายอาหารทุกประเภท ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ใช้ประกอบกิจการ หากมีบริการสัตว์เลี้ยงดังกล่าวต้องแยกออกให้เป็นสัดส่วนไม่ปะปนกันกับสถานที่รับประทานอาหาร
         "ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ได้มีการประชุมคณะกรรมการติดตามกลไกและพิจารณาการปกป้องคุ้มครองสัตว์ โดยมติที่ประชุมเห็นว่าธุรกิจคาเฟ่สัตว์เลี้ยง ไม่สมควรมีสัตว์เลี้ยงร่วมอยู่ในพื้นที่รับประทานอาหารของลูกค้า ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขก็มีกำหนดไว้แล้ว แต่เพื่อมิให้จำกัดหรือปิดกั้นมากเกินไป จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการควบคุมให้เหมาะสม และสามารถป้องกันโรคที่อาจเกิดจากสัตว์เป็นสื่อมาสู่ คนได้ โดยกำหนดจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานต่างๆ ประมาณ 120 ท่าน เพื่อเข้าร่วมสัมมนา ในวันที่ 13 กันยายน 2560 ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา ต่อไป” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว
 
 ***
ศูนย์สื่อสารสาธารณะ / 8 กันยายน 2560
 
 
 
 
 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข