ค้นหาจากในเว็บ
ค้นหาจาก Google
ข่าวประชาสัมพันธ์ส่วนกลาง
ข่าวแจก "กรมอนามัยจับมือกรมควบคุมมลพิษ ลงนาม MOU แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับ 2 เล็ง 5 ปี ชี้สุขภาพและสิ่งแวดล้อมประเทศ"

วันที่ 11 ธ.ค. 2555 (จำนวนคนอ่าน 384 คน)
        กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2555-2559 ขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศ
        วันนี้ (11 ธันวาคม 2555) นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังจากพิธี ลงนามความร่วมมือด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตามแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 ร่วมกับนายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ณ ห้องประชุมดอนเมือง 1 โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ว่า สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกและปัจจัยภายในประเทศหลายประการ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของประชากรและสภาพความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนที่ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนเกินศักยภาพและความสามารถในการรองรับของ ระบบนิเวศ ซึ่งเห็นได้จากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งปัญหาด้านมลพิษอากาศ น้ำเสีย ขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย โดยเฉพาะพื้นที่เขตเมืองที่มีการขยายตัวโดยขาดการวางแผนรองรับและการจัดการที่ดีและ มีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน เกิดชุมชนแออัด ผู้อยู่อาศัยและผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองต้องอยู่อาศัยในที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ มีปัญหาด้านสุขอนามัยและขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด
        นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า ระหว่างปี 2543 - 2553 ในพื้นที่เขตเมืองของประเทศไทย มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2554 มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมือง 25,959,137 คน คิดเป็นร้อยละ 40.5 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมืองประมาณร้อยละ 36 เมื่อประชากรเมืองมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นก็เท่ากับว่าประชากรไทยจะอยู่กันอย่างแออัดมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และมีแนวโน้มการเกิดภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่าง ๆ รุนแรงและถี่มากขึ้นเช่นเดียวกับประเทศอื่นทั่วโลก โดยสภาพการณ์เหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและส่งผลให้มีปัญหาด้านสุขภาพกาย จิตและสังคมตามมา
        "แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 จึงเป็นการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในช่วงระยะ 5 ปี ข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและประชาคมโลก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน มีเป้าหมายหลักคือ การลดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากปัจจัย ทางด้านสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม 7 ด้าน ได้แก่
1) คุณภาพอากาศ
2) น้ำ การสุขาภิบาล และสุขอนามัย
3) ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
4) สารเคมีเป็นพิษและสารอันตราย
5) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
6) การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในภาวะฉุกเฉินและสาธารณภัย และ
7) การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
        ด้าน นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่2 พ.ศ. 2555-2559 ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการนำแผนยุทธศาสตร์ฯ ไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยให้หน่วยงานในสังกัดของกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน และผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันดำเนินงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว
        "ทั้งนี้ การร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษ ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อการปฏิบัติงาน การพัฒนามาตรการด้านกฎหมายและกฎระเบียบ การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้สำคัญที่สนับสนุนการทำงาน การสื่อสารต่อสาธารณะให้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ จะสามารถทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว
 
***
กลุ่มสื่อสารองค์กร / 11 ธันวาคม 2555
 
  จำนวนคนโหวต 0 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

ไม่พบข้อมูลการโหวต
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ชื่อ ของคุณ : *
ความคิดเห็น : *
 
 
 
 
 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข