ค้นหาจากในเว็บ
ค้นหาจาก Google
ข่าวประชาสัมพันธ์ส่วนกลาง
ข่าวแจก "สธ. ลดพฤติกรรมเด็กติดหวาน - ฟันผุ แนะเลี่ยงขนมหวาน น้ำอัดลม"

วันที่ 11 ม.ค. 2556 (จำนวนคนอ่าน 503 คน)
        กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือโรงเรียน ผู้ปกครอง จัดงานเลี้ยงวันเด็กเลี่ยงขนมหวาน น้ำอัดลม ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคอ้วน ฟันผุ แนะเพิ่มอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สร้างสุขภาพดีให้เด็ก
        นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันเด็กแห่งชาติแต่ละปีหน่วยงานต่าง ๆ จะมีการจัดเทศกาลวันเด็กเพื่อสร้างความสนุกสนานและจัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็ก รวมถึงการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในวันเด็กอีกด้วย โดยส่วนใหญ่การจัดอาหารวันเด็กจะเน้นอาหารประเภทขนม กรุบกรอบ ขนมหวานและน้ำอัดลม ซึ่งอาหารเหล่านี้หากเด็กบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะโรคฟันผุที่สามารถส่งผลได้ทันทีหากไม่มีการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสม เนื่องจากน้ำตาลที่อยู่ในขนมหวานและน้ำอัดลมส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลทรายหรือซูโครสที่ก่อให้เกิดอาการฟันผุได้มากที่สุด หากไม่มีการทำความสะอาดช่องปากและฟัน โรคฟันผุจะลุกลามจนเป็นรูถึงโพรงประสาทฟัน และต้องรีบพบทันตแพทย์เพื่อ อุดฟันในที่สุด
        นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า จากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของประเทศไทยพบว่า เด็กอายุ 12 ปี เป็นโรคฟันผุถึงร้อยละ 56 มีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 1.7 ซี่ต่อคน และฟันที่ผุมากที่สุดคือฟันกรามซี่ที่ 1 และ 2 โดยเด็กส่วนใหญ่จะเริ่มฟันผุเมื่ออายุ 6-8 ปี มีสาเหตุจากการบริโภคแป้งและน้ำตาลของเด็กที่มากถึงร้อยละ 80.8ซึ่งน้ำอัดลมเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดฟันกร่อนได้มากที่สุด เพราะน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบคือน้ำตาลกับน้ำ โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋อง (ขนาด 325 ซีซี.) มีปริมาณน้ำตาล 8-12 ช้อนชา ซึ่งจะเท่ากับน้ำตาลในลูกอม จำนวน 17 เม็ด ส่วนเยลลี่ 1 ถ้วยเล็กจะมีปริมาณน้ำตาล 26 กรัม หากกินรวมกันหลายอย่างอาจทำให้เด็กได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หรือปริมาณ 6 ช้อนชา
        "การจัดเลี้ยงงานวันเด็กทั้งภายในโรงเรียนและครอบครัว จึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องอาหารเพื่อป้องกันโรคฟันผุและโรคอ้วนตามมา โดยให้เลี่ยงอาหารประเภทขนมหวาน ลูกอม เยลลี่ น้ำหวานและน้ำอัดลม แต่ควรเพิ่มอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ อาทิ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน รวมทั้งผักและผลไม้ที่ให้สารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่ให้มากขึ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว ด้าน นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า
        การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กเป็น สิ่งสำคัญ โรงเรียนและผู้ปกครองจึงควรแนะนำวิธีการดูแลรักษาสุขภาพฟันอย่างถูกวิธีในเด็กวัยเรียนสามารถ บีบยาสีฟันยาว 2 เซนติเมตร แปรงฟันนาน 2 นาที และต้องแปรงฟันทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง ทั้งตอนเช้าและก่อนนอน และ 2 ชั่วโมงหลังแปรงฟันไม่ควรกินอาหาร หากเกิดอาการปวดฟันหรือพบจุดดำเล็ก ๆ บนเนื้อฟันต้องรีบปรึกษาทันตแพทย์ทันที เพื่อทำการรักษาด้วยการ อุดฟันหรือถอนฟัน นอกจากนี้ควรส่งเสริมและปลูกฝังให้เด็กมีพฤติกรรมการแปรงฟันที่ถูกต้อง ถ้าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ผู้ปกครองควรจะแปรงฟันให้เด็ก โดยแปรงแบบ ถูไปมาแต่ต้องเลือกใช้แปรงขนนุ่ม หรือถ้าเด็กโตอายุ 12 ปีขึ้นไปก็ให้แปรงแบบขยับปัดและต้องใช้แปรงขนนุ่มเช่นเดียวกัน
 
***
กลุ่มสื่อสารองค์กร / 11 มกราคม 2556
  จำนวนคนโหวต 0 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

ไม่พบข้อมูลการโหวต
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ชื่อ ของคุณ : *
ความคิดเห็น : *
 
 
 
 
 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข