Complications in Mastectomy

กริช  โพธิสุวรรณ พ..

            มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นลำดับที่สองของมะเร็งในสตรีไทย  จากสถิติของสถานวิทยามะเร็งโรงพยาบาลศิริราช  ในปี 2542  พบ 441 ราย คิดเป็น 19.23% ของมะเร็งในสตรี  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2525  พบเพียง 235  ราย (12.35%)  ซึ่งมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี และเป็นมะเร็งที่สตรีกลัวมากที่สุด ดังนั้นเมื่อสตรีมีความผิดปกติของเต้านม  ไม่ว่าจะคลำพบก้อนหรือเจ็บเต้านม  ก็จะรีบมาหาแพทย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน  การถ่ายภาพรังสีเต้านมเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในสตรี  เมื่อพบความผิดปกติ  สตรีเหล่านั้นก็จะต้องมาหาศัลยแพทย์  ดังนั้นศัลยแพทย์ทั่วไปเกือบทุกคนที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีวิสัญญีแพทย์คงจะมีโอกาสได้ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม

            การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมที่นิยมทำกันอยู่ในปัจจุบัน  มีอยู่ 2 วิธีคือ  modified radical mastectomy  กับ breast  conserving treatment ส่วนที่เหมือนกันของทั้ง 2 วิธีนี้คือการทำ axillary dissection  และภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่ของการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมก็จะเกิดจากการทำ axillary dissection

Complications

        Immediate complications

            Mortality

            Mastectomy  เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างจะปลอดภัยมาก  ในปี 1979  จากรายงานของ Surveillance Epidemiology and End Results  โปรแกรมของ National Cancer Institute พบว่ามีอัตราตายเพียง 0.4% ซึ่งส่วนมากจะมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัวของผู้ป่วยที่เป็นอยู่แล้วมากกว่าจะเกิดจากผลของการทำผ่าตัดโดยตรง  จากประสบการณ์ของผู้เขียนในโรงพยาบาลศิริราชยังไม่เคยพบผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการทำ mastectomy

            Bleeding and hematoma

            พบได้ 1-4% จากการที่ใส่ closed-suction catheter drainage ไว้  จะสามารถวินิจฉัยการมีเลือดออกมากหลังผ่าตัดได้ค่อนข้างจะรวดเร็วโดยดูจากปริมาณของเลือดที่ออกมาในขวด  ถ้าเลือดออกมากในช่วงหลังผ่าตัดทันทีมักจะออกมาจากหลอดเลือดแดง perforators ของ thoracoacromian หรือ internal mammary ถ้ามีเลือดออกมากแต่ระบายออกมาทางสายไม่ทัน หรือเกิดการอุดตันของลิ่มเลือดอยู่ในสายก็จะเกิดเป็นก้อนเลือดขัง แทรกอยู่ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ pectoralis major  ผิวหนังจะลอยขึ้นมาและขาดเลือดมาเลี้ยงอาจจะเป็นผลทำได้เกิดการตายบางส่วนของผิวหนังและแผลแยกได้  ดังนั้นถ้าเห็นว่ามีเลือดออกมามากหรือมีก้อนเลือดขังควรจะเอาผู้ป่วยกลับไปทำผ่าตัดใหม่  โดยเปิดแผลออกให้หมด ล้างก้อนเลือดขังออกให้หมด  หาจุดที่เลือดออกให้พบบางครั้งอาจจะต้องใช้เย็บผูกจุดที่เลือดออก การป้องกันคือในระหว่างที่เลาะตัดเนื้อเต้านมออกมาจากผนังหน้าอก  ควรพยายามหา  perforators  เหล่านี้ให้พบและผูกให้ดีพยายามอย่าใช้จี้ไฟฟ้า หลังผ่าตัดเสร็จแล้วควรจะตรวจดูบริเวณผ่าตัดให้เรียบร้อยว่าไม่มีเลือดออกแล้วใส่สายระบายเลือดขนาดค่อนข้างใหญ่ (ที่โรงพยาบาลศิริราชใช้เบอร์ 14) 2 เส้น โดยสายหนึ่งอยู่ในบริเวณรักแร้และอีกสายวางอยู่บนกล้ามเนื้อ pectoralis major และต้องคอยดูแลอย่าให้สายตัน  โดยให้ผู้ป่วยบีบบริเวณข้อต่อซึ่งเป็นส่วนที่นิ่มไว้บ่อย ๆ เพื่อเป็นการไล่ลิ่มเลือดไม่ให้เกาะอยู่ในสายและจะดึงเอาสายทั้ง 2 เส้นออกเมื่อสารน้ำออกน้อยกว่าวันละ 50 มล. ติดต่อกัน 2 วัน เพื่อป้องกันการเกิด seroma

            Infection

            พบน้อยมากเนื่องจากการทำ mastectomy เป็นการผ่าตัดในบริเวณที่สะอาดอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ผิวหนังขาดเลือดมาเลี้ยง  ซึ่งเป็นมาจากการที่เลาะ skin flap บางเกินไป  ทำให้ผิวหนังขาดเลือดมาเลี้ยง ผิวหนังที่ตายจะเป็นอาหารอย่างดี  เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วทำให้เกิดการติดเชื้อได้  โดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ  เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนการผ่าตัด    ยกเว้นในรายที่ใส่อวัยวะเทียม, โรคของลิ้นหัวใจ  ผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีบำบัดมาก่อนการผ่าตัดและเม็ดเลือดขาวยังค่อนข้างต่ำ,  ผู้ป่วยเบาหวานที่ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างสูง  และในผู้ป่วยที่มีก้อนเลือดคั่งหรือมีการติดเชื้อจากการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ  การติดเชื้อส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อ Staphylococcus aureus  ถ้ามีหนองอยู่ใต้แผลก็ต้อง drain และตัดเนื้อที่ตายแล้วออกให้หมดและทำ wet  dressing จนกว่าแผลสะอาด  ถ้าแผลไม่กว้างนักก็อาจจะปล่อยให้แผลค่อย ๆ หายไปเอาได้  ถ้าแผลกว้างมากก็อาจจะใช้ split thickness skin graft ปิดเพื่อแผลหายเร็วขึ้น

Injury to Neurovascular Structures of the Axilla

            การบาดเจ็บต่อ brachial plexus  พบได้น้อยมาก  ซึ่งสามารถจะป้องกันได้  โดยใช้มีดเลาะด้วยความระมัดระวัง อย่าเลาะบริเวณที่ใกล้ ๆ brachial plexus ด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า  แต่อาจเกิด temporary  sensory และ motor neurapraxia ของแขนได้  โดยอาจจะมีอาการเพียงรู้สึกชาๆ ที่นิ้วจนถึงอ่อนแรงและชาทั้งแขน  ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ brachial plexus ถูกยึดมากเกินไป  จากการที่ดึงแขนขึ้นมากเกินไปในขณะทายาและปูผ้า  ดึงรั้ง brachial plexus  โดยตรงในขณะที่เลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้  หรือบิดไหล่มากเกินไปในระหว่างที่ยกแขน  อาการเหล่านี้จะเป็นเพียงชั่วคราว  แพทย์สามารถให้คำยืนยันกับผู้ป่วยได้ว่าจะหายเป็นปกติ  แก่อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

            ที่พบได้บ่อยคือการบาดเจ็บต่อเส้นประสาท thoracodorsal และ long thoracic  โดยที่เส้นประสาท thoracodorsal หรือ subscapula  ซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ latissimus dorsi โดยจะทอดคู่ไปกับเส้นเลือดแดงและดำ  thoracodorsal แต่บางครั้งส่วนต้นของเส้นประสาทนี้ทอดอยู่ห่างจากเส้นเลือดทั้งสองโดยทอดอยู่ทางด้านในทำให้มีโอกาสถูกตัดได้ง่ายขึ้น  แต่ถ้าต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งแพร่กระจายมาแล้วติดกับเส้นประสาทนี้ก็สามารถจะตัดทิ้งได้  เพราะว่าจะเกิดความพิการน้อยมาก  โดยที่ผู้ป่วยอาจจะสังเกตเพียงว่าทำ internal rotation และ abduction ของไหล่อ่อนแรงลงเท่านั้น  แต่ที่สำคัญ คือศัลยแพทย์ไม่สามารถจะใช้ latissimus  dorsi  flap ในการทำ reconstruction

            เส้นประสาท long thoracic ส่วนใหญ่จะทอดอยู่ชิดผนังทรวงอก  แต่มีบางส่วนทอดอยุ่ในไขมันของรักแร้ ดังนั้น จึงควรจะหาเส้นประสาทเส้นนี้ให้ได้ก่อนที่จะเริ่มเลาะรักแร้    เส้นประสาทนี้จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ serratus anterior ถ้าถูกตัดจะเกิด instability และ unsightly prominence ของ กระดูกไหปลาร้า  (“Winged scapula”)

            เส้นประสาท lateral และ medial  pectoral เลี้ยงกล้ามเนื้อ pectoralis major ถ้าเส้นประสาทคู่นี้ถูกตัด  จะทำให้เกิดการลีบของกล้ามเนื้อ pectoralis major ทำให้มีทั้ง cosmetic และ neurological morbidity  จุดมุ่งหมายของการผ่าตัดแบบ modified radical mastectomy ก็เพื่อที่จะเก็บกล้ามเนื้อ pectoralis major ไว้   ดังนั้นระหว่างการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ต้องระวังอย่าไปตัดเส้นประสาทนี้

            เส้นประสาท intercostobrachial เป็นเส้นประสาทรับสัมผัสจากผิวหนังบริเวณด้านในของต้นแขน  ในการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ส่วนใหญ่จะต้องตัดเส้นประสาทเส้นนี้ ดังนั้นควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจก่อนว่าหลังผ่าตัดอาจจะมีการชาบริเวณด้านในของต้นแขน

            Axillary vein เมื่อเลาะผ่านขอบนอกของกล้ามเนื้อ  pectoralis minor ไปแล้ว  ต้องหา axillary vein ให้พบก่อน โดยใช้ blunt dissection รูดเอาส่วนของไขมันที่อยู่หน้าต่อหลอดเลือดลงมาเบา ๆ ก็จะมองเห็น axillary vein ถ้ารูดแรง ๆ อาจจะทำให้เกิดการฉีกขาดของแขนงของหลอดเลือดดำเล็ก ๆ ที่มาเทเข้า axillary vein ได้  ถ้ามีการฉีกขาดก็ควรจะทำการเย็บซ่อมแซมโดยใช้ fine cardiovascular nylon suture

            Axillary artery โอกาสที่จะมีการฉีกขาดน้อยมาก เพราะว่าอยู่ลึกกว่าเส้นเลือดดำ  แต่ถ้ามีการฉีกขาดต้องเย็บซ่อมแซ่มอย่างดี

            Pneumothorax

            พบน้อยมาก  มักเกิดจากการที่ศัลยแพทย์พยายามควบคุมเลือดที่ไหลออกมาจาก perforators ของ internal mammary a,  แล้วปลาย  arterial forceps หรือ เข็มเย็บทะลุ  parietal pleura ในรายที่ได้การทำผ่าตัดแบบ radical mastectomy  ผู้ป่วยจะมีอาการของ respiratory distress วินิจฉัยได้จากการถ่ายรังสีทรวงอก  รักษาโดยการทำ closed thoracostomy drainage 

            Seroma

            พบได้บ่อยพอสมควร  ไม่มีอันตราย  แต่อาจจะเกิดความรำคาญและกังวลกับผู้ป่วยว่ามีก้อนเกิดขึ้นแถวบริเวณรักแร้  ส่วนมากมักจะพบบริเวณรักแร้

            ปัจจัยที่ทำให้เกิด seroma

1.      ขอบเขตของการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้  ถ้าเลาะมากก็มีโอกาสเกิดมาก

2.      ขยันแขนมากเกินไป  หลังผ่าตัดใหม่ ๆ ควรจะต้องให้ผู้ป่วยออกกายบริหารของหัวไหล่  เพื่อป้องกันข้อไหล่ติด  แต่ก็ยังไม่ควรให้ยกแขนสูงมากนักเพราะว่าจะทำให้ผิวหนังมีการขยับตัวมากจนทำให้ไม่ติดกับกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนั้น

3.      ดึงสาย drain ออกเร็วเกินไป  ควรต้องรอให้ออกน้อยกว่าวันละ 50 มล.  เป็นเวลาติดกัน 2 วัน

เมื่อเกิด seroma  ขึ้นแล้ว  วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ เจาะดูดเอาน้ำออกมาให้หมด  นัดผู้ป่วยมาเจาะดูดเป็นระยะจนกว่าจะหมดก็เป็นเพียงพอ  ไม่จำเป็นต้องทำ incision and drainge

Late complication

Lymphedema

เป็นอาการแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยกังวลมากที่สุดของการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้  และเป็นปัญหาสำคัญของศัลยแพทย์เพราะว่าเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว  ยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลอย่างแท้จริง  เกิดจากการที่มี protein-rich fluid เข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ  ซึ่งเป็นผลจากทางเดินน้ำเหลืองถูกขัดขวาง  ซึ่งมักจะเกิดในบริเวณแขนหรือขา  แต่ก็อาจจะพบได้ที่บริเวณศีรษะ, คอ, ช่องท้อง, ปอด และบริเวณอวัยวะสืบพันธ์  เมื่อระบบทางเดินน้ำเหลืองถูกทำลายหรือถูกอุดตัน บริเวณนั้นก็จะบวมและเนื้อเยื่อจะหนาตัวขึ้นเนื่องจากมี fibrosis ของ interstitial soft tissue มักเกิดหลังการผ่าตัดหรือฉายแสงรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรักษามะเร็งเต้านม  หลังการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้จะมีพังผืดเกิดขึ้น  ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิด lymphadema  โดยที่พังผืดจะไปกดทางเดินน้ำเหลือง  และเป็นตัวขัดขวางหลอดทางเดินน้ำเหลืองที่จะเกิดขึ้นมาใหม่  มีปัจจัยอยู่ 5 ปัจจัยที่เป็นตัวทำให้เกิดแขนบวมได้มากขึ้น คือ  น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหลังผ่าตัด, การฉายแสงบริเวณรักแร้จะเพิ่มอุบัติกาลของแขนบวมจาก 20 %  เป็น 52%  แผลผ่าตัดในแนวเฉียงมีโอกาสเกิดแขนบวมได้มากกว่าแผลผ่าตัดในแนวขวาง  การเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ถึงเพียงระดับ 2 จะทำให้โอกาสเกิดแขนบวมลดลง  การมีการติดเชื้อในรักแร้จะทำให้เกิดแขนบวมได้มากขึ้น  จากการศึกษาโดยดู clearance ของ radioactive iodine-labeled albumin จาก subcutaneous tissue พบว่าหลังทำ radical mastectomy การไหลของน้ำเหลืองในแขนข้างนั้นลดลงถึง 48%  เมื่อมีการฉีกขาด, การติดเชื้อ, capillary rupture หรือการอุดตันของทางเดินน้ำเหลืองและหลอดเลือดดำ  และร่วมกับการมีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงเล็กจากความร้อนหรือการออกกำลังกาย โปรตีนจะรั่วเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อมากขึ้น  ซึ่งจะเป็นการเพิ่ม osmotic pressure  ทำให้น้ำถูกดึงเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อมากขึ้น  ผิวหนังและ subcutaneous  จะมีการยึดตัวทำให้ hydrostatic  pressure ที่เกิดจากการเต่งของผิวหนังลดลง   ถึงแม้ว่าน้ำที่เคยคั่งอยู่จะถูกระบายออกไปได้  ความเต่งของผิวหนังก็จะไม่เหมือนเดิมทำให้สารน้ำมีโอกาสกลับมาสะสมได้ง่ายขึ้น   ถ้าไม่ได้รับการรักษาการบวมที่เป็น reversible pitting phase ก็จะเปลี่ยนไปเป็นระยะของ subcutaneous fibrosis with nonpitting edema  และมี fibrokeratosis ของผิวหนังที่เรียกว่า  elephantiasis  น้ำหนักของแขนข้างนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถ่วงให้หัวใหล่หลุดและดึงยึด brachial plexus จนเกิดอัมพาตของแขนข้างนั้นได้

วินิจฉัยได้โดยการวัดเส้นรอบวงแขน  ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว  โดยวัดเปรียบเทียบกับข้างที่ไม่ได้ทำผ่าตัด  ส่วนมากนิยมวัดที่ระดับสูงและต่ำกว่า  olecranon process 10 ซม. หรือ อาจจะให้วิธีจุ่มแขนลงไปในน้ำแล้ววัดปริมาตรของน้ำที่ล้นออกมา  ซึ่งจะเป็นวิธีที่แน่นอนกว่า  แต่ไม่สะดวกในการปฏิบัติ

การรักษา

เนื่องจากยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดี ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ ไม่ทำ axillary dissection  ซึ่งการทำ lymphatic mapping with sentinel node biopsy จะเป็นทางออกได้ในอนาคต  หลีกเลี่ยงการรักษาโดยการฉายแสงที่รักแร้  โดยจำเป็นต้องฉายแสงเฉพาะในรายที่คิดว่ามะเร็งมีโอกาสเกิดเป็นซ้ำในรักแร้ได้สูงเช่นในรายที่มีมะเร็งแพร่กระจายมายังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ตั้งแต่ 4 ต่อมขึ้นไป หรือมี extranodal extension

ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ดังนั้นการป้องกันการเกิดแขนบวมที่ดีที่สุด คือการทำผ่าตัดด้วยความปราณีต  อย่าให้มีเนื้อเยื่อชอกช้ำมากนักระวังอย่าให้เกิดการติดเชื้อบริเวณรักแร้  เจาะดูด seroma ออกให้หมดโดยเร็ว  นอกจากนั้นต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย  ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามไปจนตลอดชีวิต

การป้องกันการติดเชื้อถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ  เพราะว่าสารโปรตีนที่สะสมอยู่ในแขนที่บวมจะเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อแบคทีเรีย  จากการมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย  ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ  lymphanagitis  และ cellulitis ได้  เมื่อเกิดการติดเชื้อทางเดินน้ำเหลืองจะถูกทำลายไปอีกทำให้แขนบวมได้มากขึ้น  เมื่อแขนยังบวมก็มีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงต้องรีบรักษาให้การติดเชื้อหายโดยเร็วที่สุด

การยกแขนสูงเป็นพัก ๆ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่ผู้ป่วยสามารถทำเอาได้  ถ้าบวมไม่มากใช้วิธี manual compression massage  โดยนวดไล่จากปลายมือขึ้นไปหาโคนแขน   เวลาออกไปนอกบ้านให้สรวม  elastic sleeve ถ้าบวมมากอาจต้องใช้ intermittent pneumatic compression device (Jobst pump) ช่วย

การให้ยาขับปัสสาวะ ก็ได้ผลไม่แน่นอน เนื่องจากยาขับปัสสาวะจะไม่มีผลต่อ  osmotic  pressure ที่เกิดจาก protein-rich fluid

ได้มีผู้ทดลองให้ 5-6-benzo-µ-pyrone  ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของ macrophage เพื่อกำจัด protienaceous material ใน lymphedema fluid  ที่คั่งค้างอยู่  ซึ่งก็พบว่าได้ผลบ้าง

ได้มีผู้พยายามจะทำการผ่าตัดแก้ไขซึ่งก็มีอยู่หลายวิธีแต่ละวิธีก็ได้ผลน้อยมาก

อันตรายที่สำคัญที่สุดของ lymphedema ก็คือการเกิด lymphangiosarcoma  ซึ่งพบน้อยมากเพียง 0.07-0.45% มักจะเกิดหลังทำ mastectomy ประมาณ 10 ปี  โดยจะมีลักษณะเป็น multiple vascular-appearing satellite nodules ซึ่งอาจขยายตัวหรือแตกออกเป็นแผลได้  และอาจมีการแพร่กระจายไปยังปอดได้  รักษาโดย local excision, wide excision, amputation, การฉายแสง, สารเคมีบำบัดและใช้หลายวิธีร่วมกัน  เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะลุกลามเร็วมาก  median survival เพียง 19 เดือน

การที่มีแขนบวมไม่ว่าจะมากหรือน้อยผู้ป่วยก็จะมีความกังวล  และเป็นความผิดปกติของร่างกายที่บุคคลทั่วๆ ไปจะสังเกตเห็นได้  และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว  การรักษาได้ผลไม่ดีนัก  และโอกาสที่จะเกิดเป็นซ้ำขึ้นมาอีกค่อนข้างสูง  ดังนั้นวิธีที่ดีสุดคือให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแขนบวม คือ

1.      ป้องกันไหล่, แขน  และมืออย่าให้ถูกความร้อน  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแขนบวม

-          เวลาทำกับข้าวควรสวมถุงมือกันความร้อน และพยายามใช้แขนข้างที่ไม่ได้ผ่าตัดให้มากที่สุด

-          อย่าตากแดดจัดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานั่งรถทางไกล  อย่าให้แสงแดดส่องมาถูกแขนข้างที่ทำผ่าตัดเป็นเวลานาน ๆ ถ้าจำเป็นป้องกันโดยทาครีมกันแดด

2.      ระวังอย่าให้มีวัตถุใดไปรัดแขนข้างที่ทำผ่าตัดไว้

-          อย่าสวมเครื่องประดับที่คับจนรัดหรือทำให้เกิดการขีดข่วน

-          อย่าสะพายของหนักบนบ่าข้างที่ทำผ่าตัดไว้

-          อย่าวัดความดันเลือดที่แขนข้างนั้น

3.      ระวังป้องกันอย่าให้เกิดอุบัติเหตุหรือการติดเชื้อของแขนและมือข้างนั้น

-          สวมถุงมือยางอย่างหนาเวลาล้างชาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ฝอยขัดด้วย

-          สวมถุงมือเวลาทำสวน

-          สวมปลอกกันนิ้วเวลาเย็บผ้าและระวังอย่าให้เข็มตำนิ้ว

-          อย่าฉีดยาหรือเจาะเลือดจากแขนข้างนั้น

-          อย่าใช้สบู่หรือผงซักฟอกที่แรง ๆ หรือทำให้เกิดการแพ้ของผิวหนัง, สารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง  ซึ่งอาจจะกัดผิวหนังได้

-          ถ้าจำเป็นต้องโกนขน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รักแร้  ขอให้ใช้เครื่องโกนไฟฟ้า

4.      ระวังอย่าให้เกิดบาดแผลทุกชนิด  ถ้ามีบาดแผลเกิดขึ้นต้องระวังดูแลเป็นพิเศษ  เพราะเมื่อเกิดแขนบวมแล้วจะเกิดการติดเชื้อได้ง่ายเพียงแต่รอยถลอกหรือรอยไหม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามไปได้มาก ๆ อาจทำให้มีไข้สูงร่วมด้วย  ดังนั้นควรมียาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งและปลาสเตอร์ติดแผลติดตัวไว้เสมอ

-          ถ้ามีแผลที่ผิวหนังแม้เพียงเล็กน้อยต้องล้างทำความสะอาดด้วยสบู่แล้วปิดด้วยผ้าปิดแผลที่สะอาด

-          ถ้ามีอาการเจ็บปวดหรืออาการบวมต้องไปหาแพทย์ทันที

-          ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งทาแผลตามคำแนะนำของแพทย์

-          รักษาความสะอาดและความชุ่มชื้นของผิวหนัง

5.      ติดต่อแพทย์ทันทีถ้ามีอาการของแขนบวม, ปวด, ร้อนหรือแดง

6.      พยายามหลีกเลี่ยงที่จะยกของหนัก, การทำงานที่จะต้องขยับแขนอย่างเร็ว ๆ รุนแรง และซ้ำซาก

7.      ควรปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  และยกแขนสูงเมื่อมีโอกาส

กลับไปหน้าโฮมเพจ