มะเร็ง

โดย ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์นายแพทย์  อารีย์วชิรมโน

 

KARKINOS            à              CANCER

 

 

HOLISTIC MEDICINE

 

 

INTEGRATIVE MEDICINE

 

 

NATUROPATHIC MEDICINE = NATHUROPATHY

 

 

COMPLEMENTARY MEDICINE

 

 

ORTHOMOLECULAR MEDICINE

 

 

(MEGAVITAMIN THERAPY)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การรักษา มะเร็ง แบบผสมผสาน =  INTEGRATED MEDICINE

 

การรักษามะเร็งแบบผสมผสาน

            ในบรรดาวิธีการใหม่ ๆ ผู้คนจำนวนมากได้ค้นพบและเชื่อมั่นว่าอาหารธรรมชาติที่จัดอย่างได้สัดส่วนจะสามารถเอาชนะโรคร้ายนี้

ได้ มิใช่เพียงแค่ป้องกัน หากยังถึงกับบำบัดรักษาให้หายขาดได้ แม้ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าสุดวิสัยที่จะช่วยได้แล้วก็ตาม ในปัจจุบันการ

บำบัดด้วยอาหารที่เป็นที่นิยมแพร่หลายที่สุดได้แก่วิธีการเรียกว่า MACROBIOTICS  (อาหารอายุวัฒนะ) โดยถือว่าสุขภาพคนเรา

จะดีขึ้นได้ต่อเมื่อมีภาวะสมดุลในร่างกายและระหว่างกายกับจิต ขณะที่แพทย์แผนปัจจุบันเห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากความผิดปกติของ

อวัยวะเฉพาะส่วนนั้นแต่ MACROBIOTICS เห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นผลจากการเสียสมดุลของร่างกายทั้งระบบ

 

          การรักษาให้ได้ประโยชน์สูงสุดเราต้องใช้วิธีผสมผสานระหว่างแพทย์ตะวันออกและการแพทย์ตะวันตก เราจึงจะได้การแพทย์ที่ดีที่สุด

และเหมาะสมที่สุด สำหรับปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-1-

มะเร็ง  (KARKINOS  CANCER)

เราจะชนะหรือแพ้อยู่ที่ตัวคนไข้เอง

               

มะเร็งนั้นสัมพันธ์กับองค์ประกอบ 4 ประการในอาการสมัยใหม่ได้แก่ ไขมัน โปรตีน แคลอรีมากเกินไป     (เช่นน้ำตาล) และอาหารที่มีกากน้อยเกินไป

 

ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง

1.    เกิดจากการกินอาหาร

2.    การสัมผัสสารก่อมะเร็งโดยทางใดทางหนึ่ง

3.    ภูมิต้านทานบกพร่องหรือล้มเหลว

4.    ความเครียด

การก่อตัวส่วนใหญ่ใช้เวลานาน 10-30 ปี มีเพียงชนิดเดียวของมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งอื่นเพียง 2-3 ชนิด เท่านั้นที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเชื้อ virus และยังมีมะเร็งบางชนิดที่พิสูจน์ได้ว่ามีสาเหตุมาจากมลพิษ และรังสี นอกจากนั้นเกือบจะกล่าวได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยการบริโภคของคนเราแทบทั้งสิ้น เช่นบริโภคไขมันสูง, protein จากเนื้อสัตว์จำนวนมากบริโภคสารที่ทำให้เกิดพิษ (Oxidants) เข้าไปสะสมในร่างกายและไม่ชอบทานอาหารที่มีกากใยหรือพืชผักผลไม้

การเอาชนะมะเร็ง              

            ทางเลือกของผู้เป็นมะเร็งมีอยู่ 2 ทางเท่านั้น คือจะสู้หรือจะถอย ถ้าท่านสู้ด้วยหัวใจเข้มแข็งอดทนท่านก็จะเอาชนะโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด แม้จะอยู่ในระยะสุดท้ายจริง ๆ ก็อาจมีอายุยืนยาวต่อไปได้อีก 5-20 ปี แต่ถ้าท่านไม้สู้หรือถอยโอกาสรอดไม่มีเลย

     ถ้าคนไข้อยากจะหายจากมะเร็งต้องปฏิบัติตัวด้วยตนเอง ไม่มีใครกินอาหารแทนเราได้ ไม่มีใครออกกำลังกายให้เราได้ นอกจากตัวของคนไข้เท่านั้นที่ต้องทำเอง ยิ่งกำลังใจยิ่งสำคัญ คนไข้ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมจะต่อสู้ด้วยความหวัง 100% ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด และต้องเริ่มปฏิบัติให้เร็วที่สุดไม่ต้องรอแม้แต่วินาทีเดียว เพราะเวลาหรือโอกาสของท่านของคนไข้แทบไม่มีอีกแล้ว ไม่ต้องมีคำต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น หมอฝรั่งมักจะพูดกับคนไข้ว่า “How soon you forget, you can’t bargain with death” และต้องให้ผู้ป่วยได้รู้ตัวเองว่าเป็นมะเร็งอย่าได้ปกปิดเด็ดขาด จะดีกว่าปล่อยให้เขาสงสัย ตัวเองหงุดหงิดกังวลกับอาการที่มีมากขึ้นโดยที่คนไข้ไม่รู้ระไรเลยและให้เขาได้รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคที่เขาเป็นว่ามันเกิดจากอะไรสามารถรักษาให้หายได้นะถ้าหากคนไข้ปฏิบัติตัวต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งมีตัวอย่างมากมาย

 

*How soon you forget, you can’t bargain with death! =ท่านจะมาต่อรองกับความตายได้อย่างไร

-2-

 

                คนไข้ต้องเปลี่ยนอารมณ์-นิสัย เป็นคนหัวเราะง่าย ยิ้มง่ายทุก ๆ สถานการณ์ มองโลกในแง่บวกให้ได้ สลัดความวิตกกังวลและความเครียดออกจากตัวให้เร็วที่สุดเพราะสิ่งเหล่านี้จะทำลายภูมิต้านทานของคนไข้ให้ต่ำลงเรื่อย ๆ  อีกอย่างหนึ่งคือสิ่งแวดล้อม คนรอบข้างต้องให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่คนไข้ให้ระวังญาติ พี่น้องที่ไปเยี่ยมมีทั้งให้กำลังใจคนไข้ซึ่งช่วยให้คนไข้ได้หายเร็วและพวกที่ใช้คำพูดไม่ให้กำลังใจ ทำให้คนไข้หมดกำลังใจ ใจหดหู่เครียดยิ่งจะทำให้คนไข้มีอาการทรุดลงอ่างรวดเร็ว

                คนไข้ต้องเริ่มวันนี้ เดี๋ยวนี้ หรือวินาทีนี้ เปลี่ยนนิสัยใจคอให้มองโลกในทางบวกเปลี่ยนวิถีชีวิตในการกินอาหารเพราะแบบเดิมนั่นแหละที่ทำให้เกิดมะเร็งไม่ว่าเราจะเป็นมะเร็งระยะไหน เพราะขนาดเป็นระยะสุดท้ายแล้วยังหายได้เลยต้องอาศัยกำลังใจอย่างมาก คนรอบข้าง สามี ภรรยา ลูก เพื่อน มีส่วนช่วยเสริมกำลังใจมีส่วนช่วยในการหายอย่างมาก นอกจากคอยตะล่อมให้คนไข้อยู่ในกรอบใหม่แล้วยังต้องคอยเป็นหลักในยามที่ผู้ป่วยท้อแท้ แต่กำลังใจสามารถขึ้นได้พร้อม ๆ กับอาการที่กระเตื้องขึ้นเรื่อย ๆ แต่ต้องอดทนมาก ๆ ในระยะแรกของการปฏิบัติตัวเพราะเรายังไม่เคยชิน และสิ่งสำคัญยิ่งในช่วงแรก ระหว่างอาทิตย์แรกถึงสี่อาทิตย์จะพบอาการตั้งแต่ไข้ต่ำ ๆ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดท้อง ในรายที่มีลมในลำไส้มาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เนื่องจาก Cell มะเร็งตายเพิ่มขึ้นอาการต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้น หลังจากนั้นอาการดังกล่าวจะค่อย ๆ ดีขึ้น โดยเราใช้วิธีแก้ด้วยสวนด้วยกาแฟเพื่อเอาพิษเหล่านั้นออกจากร่างกาย

                ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีรักษาใด ๆ ทั้งการผ่าตัด การใช้กัมมันตภาพรังสี และ คีโมที่สามารถหยุดยั้งโรคระเม็งได้ผลดีเป็นที่พอใจ มีทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ Complementary medicine คือการรักษามะเร็งแบบวางแนวต่อต้านเป็นวิธีการที่ไม่ทำลายภูมิคุ้มกันของคนไข้ คนไข้ไม่ต้องทนทุกข์ ทรมานต่อการแพ้รังสี หรือยาคีโม อันมีผลทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย และมีผลข้างเคียงมาก เช่น ทำให้ผมร่วง หัวโกร๋น ฯลฯ วิธีการแพทย์ปัจจุบันที่ใช้รักษามะเร็งก็คือ การจู่โจมซึ่งไม่ได้ผล เช่นใช้เคมีบำบัดเป็นวิธีที่รุนแรงที่ทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย จึงมีผลในทางลบมากกว่าทางบวกเป็นการทำลายผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และในขณะที่มีแพทย์ Complementarists อยู่มากในยุโรป-อเมริกา

                วิธีรักษาเราต้องทราบว่าเหตุอย่างหนึ่งของมะเร็ง คือสารพิษ (Toxins) และอนุมูลอิสระ (Free Radicals) มาจากไขมัน, โปรตีน, น้ำตาล เพราะฉะนั้นการรักษาเราต้องลดต้นเหตุเหล่านี้โดยเร็วที่สุด

 

วิธีบำบัด

                1. อาหาร                                               2. การสวนล้างพิษทางลำไส้ ด้วยกาแฟ ฯลฯ

                3. การทำสมาธิ                                     4. การออกกำลังกาย

                5. การอาบแสงตะวัน                          6. วารีบำบัด

                7. การบำบัดอาการอื่น ๆ เช่นการกดจุด ฝังเข็ม และกายภาพบำบัด

                8. เสริมด้วย Vitamins  และเกลือแร่ หรือสาร Antioxidants ฯลฯ

-3-

อาหาร

1.    ให้ทานข้าวกล้องเป็นหลัก (Complex Carbohydrate)ห้ามข้าวขาว-ขัดสี  (Simple Carbohydrate) เด็ดขาด จะเป็นข้าวสวยหรือข้าวต้มกล้องก็ได้ไม่จำเป็นต้อง 3 มื้อ เพราะคนไข้มักทานได้น้อย จึงควรทานครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ อาจเป็นวันละ 5-7 มื้อก็ได้ อย่าลืมต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุดในข้าวกล้องขาด (Amino acid) อยู่อย่างหนึ่งคือ lysine ซึ่งมีในข้าวโพดจึงควรผสมข้าวโพดลงไปด้วยเวลาจะรับประทานให้โรยรำอ่อน, (หรือ รำข้าวสาลี (Wheatbran) จะมี Protein อยู่ 19.4% ถ้าเบื่อข้าวกล้องจะใช้ขนมปังโฮลวีท แยมโฮมเมดก็ได้ ไม่ใช้ชนิดที่มีขายทั่วไปเพราะมีสารกันบูดกันเชื้อรา แยมที่ทาขนมปัง Whole Wheat ก็เป็นแยมโฮมเมดเช่นกันและไม่ควรใส่น้ำตาลด้วยให้เป็นรสหวานจากธรรมชาติทั้งหมด

2.    ผักสด-ผลไม้สด (ปลอดสารพิษ) ปริมาณมากทุก ๆ มื้อ ถ้าทำเป็นสลัดให้ใช้น้ำสลัดคือน้ำมะนาว ล้วน ๆ เท่านั้น และให้คั้นน้ำผัก-ผลไม้สดดื่มครั้งละประมาณ 200 cc วันละหลายแก้ว (Mas gerson แนะนำให้ดื่มวันละ13 แก้ว) เพราะต้องการ Potassium จำนวนมาก อย่าลืมผักสด-ผลไม้สดเป็นยารักษามะเร็งได้ชะงัดนัก

3.    ให้ทานสาหร่ายทะเล ทุกมื้อ หรือจะเอาใส่ซุป Potassium ก็ได้      

ข้าวกล้อง หรือข้าวต้มกล้องและเป็นโจ๊กกินกับซุป Potassium เป็นหลักตามมื้ออาหาร ส่วนระหว่างมื้อ ก็ให้กินน้ำคั้นจากน้ำผัก-ผลไม้สดหรือจะดื่มแทนน้ำเลยก็ได้จะทำให้ผู้ป่วยกินได้มากขึ้น

ซุป Potassium (น้ำต้มผัก)

                วิธีทำให้ใช้ผักหลายชนิดเช่น กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้ง มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ตำลึง มันฝรั่งปลอกเอาเนื้อหนา ๆ ติดเปลือก ฟักทอง สาหร่ายทะเลอย่าลืมเด็ดขาด ใส่หม้อแล้วใส่น้ำพอท่วมต้มจะเดือด แล้วลดไฟอ่อนๆ ค่อย ๆ ต้มต่อไปจนน้ำขอดและน้ำผักซึมออกมาเอง ในน้ำผักจะมี Potasium สูงมาก สามารถรักษาอาการฟื้นไข้ไม่แต่เฉพาะมะเร็งได้เป็นอย่างดี

                เนื่องจากผู้ป่วยมักจะทานอาหารไม่ได้อยู่แล้ว เวลาหิวน้ำให้เป็นน้ำคั้นผักผลไม้สดหรือน้ำซุป Potassium แทนการดื่มน้ำเปล่า จะได้ประโยชน์กว่าเราต้องการ Potassium จากผักผลไม้มากที่สุดแต่ Sodiumน้อยที่สุดส่วนเนื้อผักหรือส่วนที่เหลือจากน้ำซุป Potassiumเราก็นำไปทานกับข้าวกล้อง

(อาหารสุขภาพจะมีอัตราส่วน K : Na = 4 : 1)

สลัดผัก

                สำหรับมื้อเที่ยงและมื้อเย็นให้ถือว่าต้องมีสลัดผักผลไม้สด 1 จาน ใช้ผักหลาย ๆ ชนิดแล้วแต่ชอบเช่นผักกาดหอม กะหล่ำปลีหั่นฝอย ผักกาดเมืองหนาว กะหล่ำดอก พริกหวาน หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ แคน

-4-

ตาลูป ฝรั่ง มะละกอ อย่างละนิดละหน่อยให้ได้ 1 จาน ประมาณ 100-150 กรัม แล้วแต่ชอบโรยหน้าด้วยลูกเกดหรือกล้วยอบหรืออินทผลัม (ทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ใส่น้ำตาล) ส่วนน้ำสลัดให้ใช้น้ำมะนาวสดเท่านั้น

                อาหารช่วงแรกนี้ห้ามรสเค็มเด็ดขาด (แม้แต่ซีอิ้วขาว) และมัน  ส่วนหวานห้ามเต็มน้ำตาล หรือสารหวานจากสารใด  ๆ ทั้งสิ้นให้ได้รสหวานจากธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งมีในข้าวกล้องพืชผัก-ผลไม้เพียงพอแล้ว

 

อาหารที่ต้องงด

1.    เกลือ : งดของเค็มทุกชนิดไม่ว่าน้ำปลาหรือซีอิ้ว

2.    ไขมัน : งดไขมันทุกชนิดไม่ว่าจากสัตว์หรือพืช

3.    โปรตีน : งดเนื้อสัตว์และปลาทุกชนิด รวมทั้งโปรตีนเกษตรหรือถั่วทุกชนิด

4.    พืชผัก-ผลไม้ อาโวคาโด สตรอเบอร์รี่ สัปปะรด แตงกวา เห็ด หัวผักกาดแดง (Red Beet) และบวบ ฯลฯ

 

ของห้ามสำหรับคนไข้มะเร็ง

                เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไขมันทุกชนิด เกลือหรือของเค็ม น้ำตาลหรือของหวาน ใบของแครอท ไข่ ของหมักดอง ลูกเบอร์รี่ทุกชนิด เมล็ดในพืชเปลือกแข็ง เห็ด แป้งขัดข้าว แตงกวา สับปะรด อาโวคาโด ใบของหัวผักกาด ใบมัสตาร์ด ชาจีน กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปทุกชนิด อาหารบรรจุขวด อาหารบรรจุกระป๋องทุกชนิด ผงชูรส ถั่วหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิด

(เห็ดมี Pretein เป็นเปอร์เซ็นต์สูงกว่าพืชผักชนิดอื่น ๆ ยกเว้นถั่วลันเตาและถั่วเหลือง)

 

ของในบ้านที่ห้าม

                สเปรย์ทุกชนิดหรือสารเคมีทุกชนิด ยาดับกลิ่นตัว ยาฆ่าแมลง น้ำหอม ยาฆ่าเชื้อ แป้งพ่นผ้า แป้งทาตัว เครื่องครัวอลูมิเนียม ห้ามเผาไม้ที่มีน้ำมันในเตาผิง ผงดักแมลงวัน ยาสีฟันที่มีฟลูออไรค์ ยาสีฟันที่มีส่วนผสมเกลือโซเดี่ยม สเปรย์แต่งผม ยาทาเล็บ ยาล้างเล็บ น้ำยาทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์

 

เห็ด

                ยกเว้นเห็ดหลินจือบางสายพันธุ์ ที่กินได้เช่น Ganoderma applnatum, ganoderma lucidum, ganoderma neojaponicum และ ganoderma boninense สายพันธุ์เหล่านี้ช่วยเพิ่ม Phagocyte ต้านทานมะเร็งได้พอสมควร

 

 

 

-5-

การสวนล้างพิษทางลำไส้ด้วยกาแฟ (Detoxification)

            ปริมาณกาแฟที่ใช้

1.    ถ้าเป็นกาแฟบด จะใช้พันธุ์อะไรก็ได้ 3 ช้อนโต๊ะต้มกับน้ำ 1.5 ลิตร ให้น้ำเดือด 3 นาที แล้วเคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อน ๆ 20 นาที ทิ้งให้เย็นเท่ากับอุณหภูมิร่างกาย แล้วกรองกากออก เอาแต่น้ำมาสวน (เป็นวิธีของ Max Gerson) (กาแฟ 100%)

2.    ถ้าเป็นกาแฟสำเร็จรูปใช้ยี่ห้อไหนก็ได้ใช้ 2 ช้อนโต๊ะละลายน้ำอุ่นละลายหมดแล้วเติมน้ำอีกให้ครบ 1-1.5 ลิตร ให้อุณหภูมิเท่ากับร่างกาย คืออุ่นนิด ๆ วิธีนี้จะสะดวกกว่า คนไทยเราใช้น้ำสวนปริมาณ 1-1.2 ลิตรก็พอ (ใช้กาแฟ 100%)

วิธีสวนด้วยกาแฟ

                ห้องที่สวนควรอยู่ใกล้ห้องน้ำมากที่สุดจะได้เข้าห้องน้ำได้สะดวก ผู้ป่วยต้องนอนตะแคงขวา (เอาสีข้างขวาลง) ในท่างอเข่าไปหาอก เตรียมหม้อสวนโดยเอาสายยางต่อจากหม้อสวนอีกปลายหนึ่งต่อหัวสวนเอาไว้ปิดหัวสวนเสียก่อนแล้วจึงใส่น้ำกาแฟลงในไปหม้อสวน เปิดหัวสวนให้กาแฟไหลลงไปถึงหัวสวนโดยไม่ให้มีลมล้างอยู่ในสายยางแล้วจึงปิดสายยางอีกที เอาหม้อสวนตั้งหรือแขวนไว้เหนือตัวผู้ป่วยสูงประมาณ 3 ฟุต หรือไม่เกิน 1 เมตร

                เอาเยลลี่หรือวาสลินหรือสบู่เหลวทาหัวสวนเพื่อหล่อลื่น แล้วสอดหัวสวนเข้าทวารให้เข้าลึกประมาณ 3-4  นิ้ว เปิดหัวสวนให้น้ำกาแฟไหลเข้าไปช้า ๆ จนหมด โดยดูอากาศที่จะออกมาทางสายยางเมื่อกาแฟหมด ในขณะสวนอาจต้องยืนจับหัวสวนเอาไว้สักครู่

                พอกาแฟหมดแล้วให้ดึงหัวสวนออกนวดท้องน้อยเบา ๆ ให้ผู้ป่วยนอนตามสบายควรกลั้นเอาไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้กาแฟซึมเข้าไปในเส้นเลือดดำ จนถึงตับเสียก่อน แล้วจึงไปถ่ายทิ้งในห้องน้ำถ้าในวันแรก ๆ กลั้นไม่ได้มากก็ไม่เป็นไร ถ้ากลั้นน้ำกาแฟจำนวน 1.2 ลิตร ไม่ได้ก็อาจลดลงมาเป็น 1 ลิตร แต่จำนวนกาแฟใช้ 2 ช้อนโต๊ะเท่าเดิม

                สวนบ่อยขนาดไหนหรือสวนวันละกี่ครั้งต้องดูอาการของผู้ป่วยอย่างน้อยสวนวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากทานอาหารไม่ได้เลยให้สวนวันละ 2-4 ครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น อาการมาก ๆ อาจสวนทุก ๆ 2-4 ชั่วโมงก็มีจนกว่าระยะหลัง ๆ ก้อนมะเร็งยุบลงไปมากแล้วจึงเปลี่ยนเป็นสวนสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ถ้ามีหม้อสวนจะสวนทุก ๆ วัน ๆ ละ 1 ครั้งก็ได้

 

ท้องผูก

                ให้สวนด้วยน้ำสะอาดพออุ่นนิด ๆ อย่าให้ร้อน 1-1.5 ลิตร ผสมน้ำมะนาว 4-5 ลูก หรือจะใช้มะขามเปียก 1 กำมือต้มในน้ำ 1.5 ลิตร แล้วกรองเอาแต่น้ำมะขามเปียกมาสวน (ให้นอนตะแคงซ้ายงอเข่าเข้าหาอก)

-6-

ข้อสังเกตขณะสวนด้วยกาแฟ

                การสวนด้วยกาแฟถ้ากลั้นอุจจาระไม่อยู่ไม่ต้องถอดหัวสวนออกให้ลุกขึ้นยืนให้น้ำกาแฟไหลกลับไปหม้อสวนเมื่อความดันแก๊สลดลงให้นอนลงอีกครั้ง ให้น้ำกาแฟไหลกลับเข้าไปอีก (วิธีนี้จะช่วยประหยัดกาแฟ) และหายในเข้าออกลึก ๆ นับ 1-10 ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำกาแฟหมด

                ในการสวนครั้งแรก ๆ มักจะมีพิษและแก๊สมากมายมหาศาลที่กำลังจะหาทางออก ควรจะปล่อยหัวสวนคาอยู่หรือไม่ต้องถอดหัวสวนออกเพื่อแก๊สอยู่ข้างในลำไส้จะได้ออกมาตามสายได้ โดยที่น้ำแกแฟสวนยังคงอยู่จนแกสออกหมด บางคนอาจเริ่มด้วยครึ่งลิตรก่อนกลั้นไว้ 15 นาที แล้วเพิ่มปริมาณทีละน้อยจนกระทั่งกลั้นได้หมด 1 ลิตร

                การใช้กาแฟกำจัดสารพิษต้องใช้วิธีสวนทางทวารเท่านั้น จะนำเอากาแฟมาดื่มไม่ได้

การทำสมาธิ (Meditation)

                ความเครียดทำให้ Hormone ชนิดหนึ่งขับออกมาจากต่อมหมวกไตมาก hormone ชนิดนี้จะไปยับยั้งการทำงานของอวัยวะทั้งหมด เช่น ตับ ไต หัวใจ ฯลฯ เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็พร้อมใจกันหยุดทำงานเพราะไปทำให้ภูมิต้านทางต่ำลงมาก สุดท้ายก็หนีความตายไม่พ้น

                การทำสมาธิจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะจะมี Hormone-Endorphins หลั่งออกมาในขณะจิตสงบ Hormoneจากต่อมหมวกไต (Adrenaline) ก็จะหยุดหลั่ง และในตอนนั้นภูมิต้านทางของเราก็จะกระเตื้องขึ้นอันเป็นผลมากจากการทำสมาธิอย่างน้อยควรทำวันละ 2 ครั้ง ถ้าทำสมาธิได้จะทำให้การรักษามะเร็งได้ดีมาก

                ในเบื้องต้นจัดห้องให้สบายก่อนไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป อุณหภูมิในห้องสบาย ๆ จัดท่าของตนเองให้อยู่ในท่าสบาย ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิจะนอนหงายวางแขนไว้ข้างตัวก็ได้ เพราะผู้ป่วยมะเร็งส่วนมากมักจะอ่อนเพลียท่านอนจึงเหมาะที่สุด

                หลับตาเสียจะได้ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกจิตจะได้สงบง่ายขึ้น  เริ่มด้วยการสูดหายใจเข้าช้า ๆ ออกช้า ๆ สัก 3 ครั้ง ให้สังเกตลมที่ผ่านเข้าออกทางจมูกว่ากระทบถูกอะไรบ้าง การทำสมาธิต้องทำไม่ต่ำกว่าวันละ 2 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่า 15 นาที

                จากนั้นให้หายใจให้สบาย เอาจิตของตนไปรับรู้ลมหายในเข้าออก โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้รับรู้เฉย ๆ ถ้าจิตมันจะวอกแวกไปหาเพื่อนคนโน้นคนนี้ ไปห่วงงานที่นั่นที่นี่บ้างก็ดังมันกลับมาอยู่กับลมหายใจ แรก ๆ อาจทำยากเหมือนกับคนหัดขี่จักรยานใหม่ ๆ จะต้องล้มบ้าง เมื่อล้มแล้วกลับลองใหม่ไม่ช้าก็จะขี่จักรยานเป็น เช่นเดียวกัน ถ้าเราพยายามขยันดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะเชื่อง และเริ่มนิ่ง เมื่อถึงสมาธิก็จะได้ปิติอันเป็นความรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะ hormone-Endorphins หลั่งออกมา และ Hormone ที่ต่อมหมวกไตที่เป็นอันตรายก็จะหยุดหลั่งออกมาจึงทำให้ระบบภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้น การทำสมาธิทำให้จิตสงบสมองส่วน Hypothalamus จะ

-7-

สั่งให้Cell เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น เมื่อภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้นการกำจัดcell มะเร็งก็จะเป็นไปตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นการฝึกทำสมาธิต้องเริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลยอย่าได้ผัดผ่อนเด็ดขาด

การออกกำลังกาย

                ให้ออกกำลังกายแบบ Aerobic ที่มีการออกแรงไม่หนักมากสม่ำเสมอและให้เวลามากพอสมควร เช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้น Aerobic อะไรก็ได้ที่ต้องใช้เวลานานสม่ำเสมอนานกว่า 15 นาที เช่น 20-25 หรือ 30 นาที

                หากออกกำลังกายให้ได้ 60% ของความสามารถสูงสุดของการเต้นหัวใจจะทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นสูงสุดเม็ดเลือดขาวทำงานเก่งขึ้น กล้ามเนื้อจะมีโลหิตไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น 8 เท่า ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น 4 เท่า ไหลเวียนไปที่ผิวหนัง 3 เท่า อวัยวะดังกล่าวแข็งแรงขึ้นทำให้เกิดการหลั่ง Hormone-Endorphins ทำให้รู้สึกสดชื่นลดอาการไม่สบายเนื้อตัวลดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่มีอยู่ได้อย่างชะงัดกว่ายาแก้ปวดใด ๆ

                หากคนไข้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจผู้สูงอายุ ต้องค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เพิ่ม เพื่อป้องกันการแทรกซ้อนในระยะแรกต้องใช้วิธีเดินก่อน (60% Max.Heart Rate=220-agex60%)

การอาบแสงตะวัน

                ควรอาบแสงแดดในเวลาเช้าช่วงเวลา 7.30-8.30 น. แสงแดดอ่อนไม่ร้อนเกินไป ต้องใส่เสื้อผ้าให้น้อยชิ้นที่สุด เอาน้ำมันมะกอกทาทั่วร่างกาย (น้ำมันมะกอกควรบรรจุในขวดสีเขียว) เพื่อกันไม่ให้ผิวแห้งปูผ้าบนเตียงเตี้ย ๆ หรือเสื่อกลางแจ้งแล้วนอนลงเอาในตองกล้วยสีเขียวมาคลุมตัวจนมิด (เพื่อป้องกันรังสี Ultraviolet และInfrared) อาบด้านหน้า 15-20 สาที แล้วพริกด้านหลัง 15-20 นาที

                การอาบแสงตะวัน แสงตะวันจะกระตุ้นระบบประสาทให้กระปรี้กระเปร่า เสริมการทำงานของต่อมไร้ท่อที่ควบคุมการหลั่งของ Hormone ต่าง ๆ ในร่างกายตั้งแต่ Pineal ต่อมใต้สมองและต่อมthyroid เป็นต้น แสงอาทิตย์มีพลังงานหลายชนิดแต่มีปัญหาความร้อนจากรังสี Infrared และป้องกันรังสี ultraviolet ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง แก้ได้โดยเอาใบตองสีเขียวห่มตัวกันแสงเหล่านี้

วารีบำบัด

                -ให้ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งแล้วแต่สะดวก  (ควรทำหลังจากสวนด้วยกาแฟและถูผิวหนังแล้ว)

                - อบซาวน่า 3 นาที แล้วออกมาอาบน้ำเย็น 2 นาที

                - แช่น้ำร้อน 3 นาที แล้วแช่หรืออาบน้ำเย็น 2 นาที

                - อบไอน้ำร้อน 3 นาที แล้วออกมาอาบน้ำเย็น 2 นาที

                (ต้องเริ่มต้นด้วยความร้อนแล้วจบลงด้วยความเย็นทำเช่นนี้ 3 รอบ)

 

 

-8-

                อุณหภูมิของน้ำที่ลงไปแช่ให้อยู่ระหว่าง 105-110 องศาF หรือ 40-43 องศา C ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิของร่างกายเล็กน้อย การเพิ่มอุณหภูมิให้สูงกว่า 37 องศา C เป็นการปลุกระบบภูมิต้านทานให้ขึ้นมาทำงาน Cell เม็ดเลือดขาวจะทำงานได้เก่งขึ้น

 

อีกวิธีหนึ่งเป็นวิธีของวารีบำบัด

                หลักมีอยู่ว่าความร้อนจะทำให้อาการปวดเฉพาะบรรเทาลง เส้นเลือดฝอยจะขยายตัวแต่ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นหดตัวและไม่ปวดเช่นกัน

1.    ปวดกระดูก

เตรียมผ้าขนหนูหนา ๆ มา 2 ผืน เอาอ่างมา 2 ใบ ใบหนึ่งใส่น้ำร้อนพอทนได้ อีกใบหนึ่งใส่น้ำเย็น

โรยน้ำแข็งลงไป เอาผ้าขนหนูผืนหนึ่งจุ่มน้ำร้อนอีกผืนจุ่มน้ำเย็น เริ่มต้นเอาผ้าร้อนประคบตรงที่ปวดก่อน 3 นาที แล้วเอาออก แล้วเอาผ้าเย็นประคบแทน 2 นาที สลับกันไป 3  รอบ อย่าลืมต้องเริ่มต้นด้วยความร้อนแล้วจบลงด้วยความเย็น อาการปวดจุทุเลาลงอย่างรวดเร็วดีกว่ากินยาแก้ปวดขนานใด ๆ ทั้งสิ้น

2.    ปวดในท้อง

แต่ไม่ใช่อาการปวดแบบปวดเป็นพัก ๆ หรือปวดบิด เช่น อาการปวดของมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องเชิงกราน ซึ่งส่วนมากจะปวดจากการคั่งของเลือดในบริเวณนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้ให้เอาผ้าขนหนูชุบน้ำประคบบริเวณตับหรือกระเพาะอาหาร

                สำหรับบริเวณช่องเชิงกรานอาจใช้วิธีนั่งแช่ในน้ำเย็น สลับกับการนั่งแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ วิธีการคือ เอากาละมังใหญ่ ๆ มา 2 ใบ ใหญ่ขนาดที่เอาก้นจุ่มลงไปให้ระดับน้ำในอ่างพอท่วมท้องน้อย เอาน้ำอุณหภูมิปกติใส่ในอ่างหนึ่ง เอาน้ำเย็นใส่ลงไปในอีกอ่างหนึ่ง เอามือจุ่มลองดูก่อนเย็นพอทนได้เริ่มด้วยการนั่งในอ่างน้ำเย็น 2 นาที แล้วสลับมานั่งในอ่างน้ำอุณหภูมิปกติ 3 นาที สลับกัน 3 รอบ อย่าลืมต้องเริ่มต้นด้วยในอ่างน้ำเย็นและจบลงด้วยอ่างน้ำอุณหภูมิปกติ อาการปวดจะค่อย ๆ ทุเลาลง

นวดคลายเครียด

การบีบนวดมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เพราะเป็นการคลายเครียดได้อย่างดี จะเป็นการนวดแบบไทย หรือเป็นการนวดสัมผัสแบบสวีเดนก็ได้ ซึ่งต้องอาศัยคนนวดจะเป็นคนในบ้านลูกหลานจะหัดไว้เพื่อช่วยเหลือคนไข้ก็จะดีมาก

รักษาอาการเจ็บปวดด้วยตนเอง

                อาการเจ็บปวดเนื่องจากการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อ เมื่อใดก็ตามถ้าก้อนเนื้อเล็กลง อาการเจ็บปวดจะค่อย ๆลดลงเอง ส่วนอาการทั่วไปเป็นไข้ต่ำ ๆ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว กระสับกระส่าย และนอนไม่หลับนั้น จะค่อย ๆ ทะเลาลงเอง หลังจากการควบคุมอาหารและสวนล้างลำไส้ วารีบำบัด กดจุด ซึ่งจะอธิบายภายหลัง

-9-

 

อาการทั่ว ๆ ไป

 

                มะเร็งกระดูกหรือ มะเร็งที่ลามไปที่กระดูก มะเร็งของกระเพาะอาหาร มะเร็งตับเป็นต้น จะปวดทรมานถ้ายิ่งกังวนยิ่งกลัวจะยิ่งปวดมากขึ้น แต่ถ้าใจสงบด้วยทำสมาธิอาการปวดจะลดลง อย่างไรก็ตามการทำสมาธิขณะปวดนั้นยากจึงควรเอาเทปเพลงโยคะมาฟังเพื่อทำให้ใจสงบลงเป็นเบื้องแรก

                วิธีต่อมาให้ใช้วิธีกดจุดฝ่าเท้า โดยใช้หัวแม่มือหรือนิ้วชี้กดหมุนวนเป็นวงกลม กดนวดไปสักครู่หนึ่งอาการปวดที่ทรมานอยู่จะค่อย ๆ ทุเลาลง

                ถ้าเป็นมะเร็งตับ แล้วปวดให้กดจุดของตับที่ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง

                มะเร็งกระเพาอาหารก็กดจุดกระเพาะอาหาร ถ้าลามไปตับก็กดจุดตรงตับด้วย

                มะเร็งของลำไส้ใหญ่ส่วนไส้ตรง ส่วนขึ้นหรือส่วนลงเป็นส่วนไหนก็ให้กดจุดตรงนั้นในบริเวณของฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง

                วิธีกดจุดเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งของการฝังเข็ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-10-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-11-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-12-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-13-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-14-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-15-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-16-

ใช้หัวแม่มือนวดขมับทั้ง 2 ข้างก่อน กดนวดเบา ๆ เท่ากันนับ 1-10

ต่อไปงอนิ้วชี้นวดใบหน้าส่วนบนเหนือตาโดยเอานิ้วชี้มาจรดกันที่เหนือคิ้วแล้ววาดไปหาขมับทำแบบนี้เป็นริ้ว ๆ ค่อย ๆ เลื่อนนิ้วขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงห้าฝากไปสุดที่ไรผม

                ต่อไปนวดหน้าส่วนล่างโดยใช้นิ้วชี้เช่นเดิมมาจรดกันที่ส้นจมูกใต้ตาวาดนิ้วชี้ไปหาขมับ นวดเป็นริ้ว ๆ ลงไปหาขมับ นวดเป็นริ้ว ๆ ลงไปหาคาง

                ต่อไปนวดท้ายทอยโดยเข้าไปยืนเหนือศีรษะผู้ป่วย เอาหัวแม่มือสอดเข้าไปที่ท้ายทอยหลังกระดูกหู กดนวดจุดเบา ๆ แล้วคลึงลงไปทางต้นคอ

                สุดท้ายเป็นการนวดหนังศีรษะให้ขยี้หนังศีรษะเหมือนกับการสระผม ขยี้เสร็จแล้วกำเส้นผมดึงขึ้นมาเบาๆ พอให้หนังศีรษะตึงทำเช่นนี้ไปทั่วศีรษะวิธีนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหนังศีรษะคลายตัวลง และหายเครียดหายปวด

                กดนวดจุด คือกดจุดที่กลางกระหม่อมที่ขมับ 2 ข้าง ท่ท้ายทอย 2 ข้าง และที่มือทั้ง 2 ข้าง กดนวดจุด จุดละนาน ๆ เท่ากับนับ 1-10 ช้า ๆ (ดูรูป 7-8)

 

***Cell ในร่างกายโดยทั่วไปมีลักษณะอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่แยกหลุดออกจากกันเลย เพราะมีกาวธรรมชาติชนิดหนึ่งยึด Cell ทุก Cell ติดกันไว้ได้แก่สาร Glycosaminoglycan แต่ Cell มะเร็งมี Enzyme มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Enzyme “Hyaluronidaseซึ่งย่อยสลาย Cell มะเร็งให้หมุดออกจากกัน มะเร็งจึงแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดโดยเติบโตเป็นเนื้องอกใหม่ในที่ใกล**

***การให้ Vitamin C ขนาดสูง ๆ สามารถยับยั้งEnzyme Hyaluronidase ของก้อนมะเร็งได้ การใช้ Vitamin C ปริมาณสูงเพื่อป้องกันท้องเสียควรใช้ชนิดฉีด หรือ Bio-c (Vitamin C ชีวภาพ) เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-17-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-18-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-19-

อัตราการหายของมะเร็งจากวิธีรักษาทางเลือกการศึกษาจากผู้ชนะโรคร้าย

1.    ควบคุมอาหาร กินผักผลไม้จากธรรมชาติ 87%

2.    การล้างพิษ 55%

3.    ใช้  Vitamins – minerals’s 65% เช่น  Potassium K; Niacin, Provitamin A (Bebacarotene), Vit.C, biflavonoid; Enzyme, Zn; Se; ฯลฯ (K=potassium; Zn=Zine; Se=Selenium)

อาหารที่ร่างกายต้องการน้อยที่สุดในแต่ละวันในชาย-หญิงวัยขนาดมาตรฐาน

น้ำ                           1-5                          ลิตร                            เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยมะเร็งจึงไม่ควรทานอาหารที่มี

พลังงาน                                2000-2700            แคลอรี                          โปรตีน กรดไขมัน และคาร์โบไฮเดรทเกินมากกว่า

โปรตีน                  28-33                     กรัม                             นี้  Cell มะเร็งจึงจะหยุดการเจริญเติบโต เพราะ

กรดไขมัน                     3                      กรัม                             ขาดการบำรุง แต่ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย

คาร์โบไฮเดรท     500-675                กรัม

Max Gerson

          ใช้ผักและผลไม้ปลอดสารพิษเป็นส่วนใหญ่ ปริมาณพืชผักที่ใช้รักษา Ca จนกระทั่งหายเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากในแต่ละปีจะใช้  Carrot 800 กก, Apple 600 กก, กะหล่ำปลี 145 หัวใหญ่, ผักกาดหอม 360 กก, พริกหวาน 60 กก. ฯลฯ ที่มีจำนวนมากขนาดนี้ส่วนหนึ่งเอามาปั่นเป็นน้ำสำหรับดื่ม (Ca=Cancer =มะเร็ง)

          ผู้ป่วยต้องดื่มน้ำคั้นผักผลไม้ให้มาก เช่นน้ำ Apple กับ carrot หรือน้ำแตงโมกับCarrot และบีทรูทก็ได้ถ้าอยากได้ Enzyme มาก ๆ ก็ให้ดื่มน้ำกะหล่ำดอกและถั่วงอกสด ๆ คั้น โดยใช้น้ำ Apple เป็นตัวทำให้หวานและกินได้  กะหล่ำดอกและถั่วงอกมี Enzyme พวก Glutathione และ SOD มาก จึงมีประโยชน์หรือจะเพาะข้าวกล้าแล้วเอาไปตำและคั้นน้ำกินครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง ก็จะได้ผลอย่างเดียวกัน ถ้าถั่วงอกมีกลิ่นเหม็นเขียวก็ให้เอาถั่วงอกแช่ในน้ำแล้วบีบน้ำมะนาวใส่สักพักก่อนนำมาคั้น ความเหม็นเขียวจะน้อยลง ให้ใช้ข้าวต้มกล้องและเป็นโจ๊กกินกับซุปโปแตสเซี่ยมเป็นข้าวตามมื้ออาหาร ระหว่างมื้อให้จิบน้ำคั้นจากผลไม้หรือจะให้ดื่มแทนน้ำไปเลยก็ได้ วิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยกินได้มากขึ้น

ความสะอาดของผัก-ผลไม้ เพราะผักปลอดสารพิษหายาก

                ดีที่สุดต้องใช้ผักผลไม้ปลอดสารพิษและตามฤดูกาลของธรรมชาติจริง ๆ ถ้าไม่ได้ก็ต้องแช่ด้วยผงถ่าน Ac-tivated charcoal เพราะคุณสมบัติของผงถ่านชนิดนี้ คือ ดูดซับเอาสารเคมีจากผักมาติดกับตัวเองไว้โดยใช้ผงถ่าน 1 ช้อนชา ใส่ลงไปในน้ำ 1 กาละมังประมาณ 10 ลิตร เอาผักลงไปแช่นาน 15 นาที แล้วล้างเอาผงถ่านออก ในบ้านเราจำเป็นต้องมีผงถ่านเอาไว้ เพราะผักปลอดสารพิษหายาก น้ำยาล้างผักอย่าง

 

 

-20-

อื่นห้ามใช้ เพราะเป็นการเอาสารเคมีไปแทนที่สารเคมีในผัก ด่านทับทิมน้ำส้มสายชูไม่มีผลในการกำจัดสารพิษเพียงพอ

จุดมุ่งหมายในการใช้อาหารรักษามะเร็ง

1.    เพื่อทำให้ก้อนมะเร็งเล็กลงไปเรื่อย ๆ เพื่อภูมิต้านทานของร่างกายจะจัดการกำจัดเซลล์แปลกปลอมทิ้งไปโดยสะดวก

2.    เพื่อเสริมต้านทานโดยทำให้เกลือโปแตสเซี่ยมสูงขึ้นรวมทั้งติดอาวุธให้เซลล์เม็ดเลือดขาว Lymphocytes,T-cell,B-cell และเซลล์นักฆ่า Phagocytes ให้เก่งขึ้นเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสังเกต-และอย่าได้วิตก

ในระหว่างควบคุมอาหารนั้นอย่าได้ห่วงกังวลว่าผู้ป่วยมะเร็งจะผอมเพราะความผอม ความอ้วนไม่ได้เป็นเครื่องจัดว่าผู้ป่วยมีภูมิต้านทานดีขึ้น หรือถ้าผู้ป่วยอ้วนขึ้นก็ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยจะหายจากโรคมะเร็งแต่อย่างใด เฉพาะในช่วงการรักษาเริ่มแรกอาหารมีผลทำให้เซลล์มะเร็งตายเพิ่มขึ้น อาการไม่สบายต่าง ๆ ก็จะมีเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปมักจะเป็นอยู่ในช่วง 4-7 วันแรก ของการรักษา หรือบางคนมีอาการมากหน่อยก็อาจเป็น 10-14 วัน แล้วหลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น และอาการดังกล่าวจะต้องแก้ด้วยการขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีสวนด้วยกาแฟ

อาหารระยะ 3 เดือนแรกควรประกอบไปด้วย

                -น้ำผัก-ผลไม้คั้นสด เช่น Apple Carrot บีทรูท แตงโม กะหล่ำดอก

                - ผักสดและผลไม้สดปริมาณมาก เช่น ผักตามบ้านจะดีมากเพราะปลอดสารพิษ ยอดมะกอก ยอดมะยม ยอดมะขาม ผักกระถินริมรั่ว ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ยอดฟักทอง มะละกอ ฝรั่ง มะม่วง ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ฯลฯ

                - ข้าวกล้อง ข้าวโพด ขนมปังโฮลวีท มันฝรั่ง รำข้าวกล้อง รำข้าวสาลี จมูกข้าวสาลี  รำข้าวโพด

                - สาหร่ายทะเล

                ในระยะหลังก้อนมะเร็งจะยุบหายไปหมด และมีการฟื้นคืนของภูมิต้านทานแล้วจะกินปลาได้ แต่ปริมาณไม่มากนักวันละ 30-50 กรัม นมถั่วเหลือง เต้าหู้ (ไม่หวาน) เมล็ดถั่วต่าง ๆ และเห็ด ซีอิ้วขาวชนิดไม่เค็ม เริ่มทานได้นิดหน่อย

                หากคุมอาหารได้ดังนี้แล้วภายใน 2-3 เดือน ก้อนมะเร็ง.จะเล็กลงกว่า 60% อาหารเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการรักษามะเร็ง แต่ต้องทำควบคู่ไปกับวิธีอื่น ๆ ด้วย จึงจะได้ผลเต็มที่

                อาหารต้านมะเร็งมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ Pro-vitamin A (Betacarotene) Vit.C,Vit B2, VitB12,Choline,Folic acid, methionine,VitE,Selenium, และกากใยอาหารและยังมีสารAntioxidants อีกมาก ฯลฯ

-21-

                Protein ที่มีAmino acid ครบถ้วนที่ไม่ใช่อาหารเนื้อสัตว์ก็มีคือรำข้าวสาลี;Wheat germ (จมูกข้าวสาลี), Brewer’S yeast เพราะฉะนั้นอาหารผู้ป่วยมะเร็งควรทานพวกนี้ทุกวัน (ในรำข้าวสาลี100 gm. จะมี Protein อยู่ 19.4gm.) การรักษามะเร็งเราต้องการ Protein เพียง 28-33gm./day เท่านั้น เราได้จากข้าวกล้องและอาหารพวกนี้ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการหยุดยั้งมะเร็ง

ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีอยู่ 5 ทาง

                1. ทางลำใส้                          -Intestine

                2. ทางไต                               -Kidneys

          3. ทางผิวหนัง                      -Skin

          4. ทางน้ำเหลือง                   -Lymphatic System

          5. ทางปอด                            -Lungs

          อาการผู้ป่วยมะเร็งทั่วไปจะพบตั้งแต่ไข้ต่ำ ๆ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดท้อง ในรายที่มีลมในลำไส้มาก เบื่ออาหาร กินไม่ได้น้ำหนักลด ยิ่งเมื่อมีการรักษาด้วยอาหารที่ลดไขมันและโปรตีนมากที่สุด จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งตายเพิ่มขึ้น อาการไม่สบายต่าง ๆ ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นโดยทั่วไปมักจะเป็นอยู่ช่วง 4-7 วันแรกของการรักษา หรือบางคนมีอาการมากหน่อยก็อาจจะเป็น 10-14 วัน แล้วหลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

                อาการดังกล่าวมีวิธีแก้ด้วยการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ด้วยวิธีสวนด้วยกาแฟ (Detoxification) เมื่อกาแฟเข้าทางทวารหนักการดูดซึมของกาแฟจะซึมเข้าทางเลือดดำของทวารหนัก (Hemorrhoidal Vein) ซึ่งจะเข้าสู่ตับก่อนที่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ โดยเส้นเลือดดำของตับ (Hepatic portal vein) เมื่อ Caffeine เข้าสู่ตับ เซลล์ตับจะดูด Caffeine เอาไว้ เรารู้แล้วว่าผลของ Caffeine ต่อเซลล์ของร่างกายคือกระตุ้นให้เซลล์ทำงานได้มากขึ้น ดังนั้น เซลล์ของตับก็จะขยันทำงานในตอนนี้ เซลล์ตับที่ถูก Caffeine กระตุ้นจะเร่งขับสารพิษออกไปทางน้ำดี การสร้างน้ำดีก็มากขึ้น และกาแฟยังทำให้ท่อน้ำดีเปิด เป็นการเร่งขับน้ำดีปนสารพิษออกไปทางลำไส้ วิธีนี้มีประโยชน์มากในการขจัดสารพิษออกจากก้อนมะเร็งออกนอกร่างกาย อาการไข้จะลดลง ภายหลังสวนไม่ต้องใช้ยาลดไข้อาการเมื่อยตามตัวจะทุเลาลง อาการปวดท้อง อาการคลื่นไส้ อาเจียนจะหายไปเร็วกว่าคนที่ไม่ได้สวน โดยทั่วไปจะรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวหลังจากการสวนด้วยกาแฟ

กำจัดสารพิษทางระบบน้ำเหลือง

ไม่มีจุดไหนในร่างกายที่ไม่มีน้ำเหลือง หน้าที่ของต่อมน้ำเหลืองคือ กรองเอาสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเซลล์ที่ตายแล้วทิ้งไป ที่นี่ยังเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นหน้าที่สู้กับ Bacteria, Virus และToxin เมื่อน้ำเหลืองถูกทำให้บริสุทธิ์ที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว ก็จะถูกส่งกลับไปหล่อเลี้ยงร่างกายต่อไป เมื่อใดที่ร่างกายของเราเคลื่อนไหวน้ำเหลืองก็จะไหลเวียนไปทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งได้อย่างสมบูรณ์ แต่มีข้อแม้ว่า

-22-

 ลักษณะทางชีวะเคมีของน้ำเหลืองจะต้องมีความเหมาะสมเช่น จะต้องไม่มีปริมาณของ Protein มากเกินไป มันจึงจะไหลเวียนไปได้ดี เมื่อใดระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีของเสียและสารพิษก็จะไม่ถูกสะสมไว้ในร่างกาย หากเราต้องการจะให้ระบบนี้ทำงานได้ดีเราจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเต็มที่อย่างเสมอ การเดินไกล ๆ ทำให้ร่างกายขจัดของเสียออกจาก เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลืองทำได้โดยการถูผิวหนัง การฝึกหายใจ การรักษาด้วยความร้อน การออกกำลังกายกับการกินอาหารที่ไม่มี Protein มากเกินไป

การกระตุ้นระบบน้ำเหลืองโดยวิธีถูผิวหนัง

การถูร่างกายใช้เส้นใยจากธรรมชาติ (ห้ามใช้สารสังเคราะห์) เช่นรังบวบนุ่ม ๆ ผ้าสักหลาด หรือแปลงทำจากเส้นใยธรรมชาติเท่านั้น ให้ใช้รังบวบชุบน้ำพอหมาด ๆ ถูตามผิวกายทุกเช้าเย็น ก่อนอาบน้ำไม่ต้องชุบสบู่ เพราะจะลื่นเกินไปไม่เกิดบทบาทกระตุ้น

วิธีถู

                ให้เริ่มจากปลายมือลากเป็นทางยาวเข้ามาถึงต้นแขนทำทีละแถบจนรอบแขนแล้วเน้นย้ำตรงข้อพับและรักแร้โดยถูเป็นวงกลมเล็ก ๆ ที่ 2 ตำแหน่งนี้อันเป็นแหล่งรวมของต่อมน้ำเหลือง แขนอีกข้างหนึ่งให้ทำแบบเดียวกัน

                ถัดมาให้ถูลำคอ โดยถูลงลากเป็นทางยาวจากระดับคางและขากรรไกลงมาที่ไหล่ทำทีละแถบให้ถูลง ผิดหรือตรงกันข้ามกับร้านเสริมสวยเวลานวดลำคอผู้หญิงเขาจะลูบขึ้น แต่การถูน้ำเหลืองต้องถูลงเพราะน้ำเหลืองของเราในระดับศีรษะและลำคอมันไหลลง

                ถัดมาให้ถูลำตัว จากระดับไหปลาร้าเป็นแนวตรงลงไปตลอดด้านหน้า และสีข้างและแผ่นหลัง ตั้งแต่ระดับไหลลงมาถึงเนินสะโพตรงบริเวณหน้าท้อง หมุนเป็นเกลียวออก แบบขดยากันยุง หมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกาจนทั่วท้อง

                จากนั้นถูที่ขา โดยลากเป็นทางยาวจากปลายเท้าเข้าหาโคนขาทีละแถบจนรอบขาเน้นย้ำที่ขาพัก และขาหนีบโดยถูเป็นวงกลมเล็ก ๆ ตรง 2 ตำแหน่งนั้น

                เมื่อจบแล้วให้ทำซ้ำอีก 1 รอ รวมเป็น 2 รอบแล้วจึงอาบน้ำถูสบู่เหนือสิ่งใดผิวหนังจะผุดผาดยิ่งขึ้น

                *อย่าลืมควรลดอาหารพวก Protein และทานผักสด ผลไม้สดให้มาก ๆ *

         

การไหลเวียนของเลือดมีหัวใจเป็นปั้ม แต่ระบบน้ำเหลืองไม่มีปั้มน้ำเหลืองจะไหลเฉื่อยของมันไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจากที่ต่ำ ๆ เช่นที่เท้าจะเข้าสู่หัวใจลำบากมาก เพราะต้องต้านแรงโน้มถ่วงของโลกข้นมาไกล

                จากเท้าถึงระดับไหปลาร้าเพื่อที่จะเทเข้าเส้นน้ำเหลืองใหญ่ และเข้าสู่หัวใจเพื่อปนไปกับเลือดแล้วไปหาไตเพื่อกำจัดของเสียสารพิษทิ้งเพราะฉะนั้นการถูผิวหนังเป็นการช่วยให้น้ำเหลืองไหลเข้าสู่ส่วนกลางได้เร็วที่สุด

-23-

                ปกติน้ำเหลืองจะไหลเข้าสู่ส่วนกลาง โดยอาศัยการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย; อาหารและ ออกซิเจนในร่างกายจะถูกลำเลียงไปทั่วร่างกายโดยกระแสเลือดโดยผ่านรูเล็ก ๆ ของเส้นเลือดฝอย ส่งผ่านอาหารและออกซิเจน ให้น้ำเหลืองที่อาบรอบ เซลล์ และรับเอาของเสียจากเซลล์แทน ตอนนี้น้ำเหลืองที่อาบรอบเซลล์ กลับเต็มไปด้วยสารพิษคราวนี้มันจะถูกส่งไปตามท่อน้ำเหลืองเพื่อนำไปกำจัดทิ้ง ไม่มีจุดไหนในร่างกายที่ไม่มีน้ำเหลือง สุดท่อน้ำเหลืองก็คือน้ำเหลืองที่อาบรอบ เซลล์ ของเสียจากเซลล์ จะถูกส่งให้น้ำเหลืองรอบเซลล์ และถูกรวบรวมเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองเล็ก ๆ ผ่านสู่ท่อน้ำเหลืองที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุด หน้าที่ของต่อมน้ำเหลืองคือ กรองสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเซลล์ที่ตายทิ้งไปรวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันสู้กับBacteria, Virus และ Toxin

การขจัดสารพิษออกทางปอดโดยการหายใจ

                ปกติมีความจุประมาณ 2500-3500 C.C. แต่ทุกวันนี้เราหายใจเพียงแผ่ว ๆ ขยับปอดเพียง 500 C.C. เท่านั้น หากการหายใจเข้าเต็มที่และออกเต็มที่จะได้ประโยชน์ในแง่เสริมสุขภาพ

                การหายใจเข้าเต็มที่จะทำให้ท้องป่องออก (อย่างแขม่วท้อง) ส่วนหายใจออกเต็มที่จะทำให้ท้องแฟบเข้า การฝึกหายใจควรทำในสถานที่มีอากาศปลอดโปร่งบริสุทธิ์ เช่นสนามหรือใต้ต้นไม้ เพราะเราต้องเอาออกซิเจนเข้าไปและหายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา เริ่มด้วยหายใจเข้าช้า  ๆ นับ 1-5 ท้องต้องป่องออกให้มากที่สุด แล้วกลั้นหายใจไว้นับ 1-5 เพื่อให้เวลาของออกซิเจน ได้แลกเปลี่ยนเข้าไปแทนที่คาร์บอนไดออกไซด์ ในปอด และหายใจออกช้า ๆ นับ 1-5 ให้ท้องแฟบมากที่สุด ทำซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที (อย่าลืมเวลาหายใจเข้าท้องต้องป้องให้มากที่สุด ส่วนหายใจออกต้องให้ท้องแฟบมากที่สุด)

มะเร็งระหว่างรักษาเคมีหรือการฉายแสง

                มักมีอาการอาเจียนมากให้ดื่มน้ำผลไม้จะเป็นน้ำ Aple กับ Carrot หรือน้ำแตงโม-Carrot และบีทรูทก็ได้ในระยะหลังอยากได้ Enzyme ด้าน Free Radical มาก ๆ ให้ดื่มน้ำกะหล่ำดอก และถั่วงอกสด ๆ คั้นโดยใช้น้ำ Apple เป็นตัวทำให้หวานและกินได้ กะหล่ำดอกและถั่วงอกมี Enzyme พวกglutathione และ SOD มาก จึงมีประโยชน์หรือจะเพาะข้าวกล้าแล้วเอาไปตำและคั้นน้ำกินครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้งก็จะได้ผลอย่างเดียวกันถ้าถั่วงอกมีกลิ่นเหม็นเขียวก็ให้เอาถั่วงอกแช่ในน้ำแล้วบีบน้ำมะนาวใส่สักพักก่อนนำมาคั้น ความเหม็นเขียวจะน้อยลง ให้ใช้ข้าวต้มกล้องและเป็นโจ๊กกินกับซุปโปแตสเซี่ยมเป็นข้าวตามมื้ออาหารระหว่างมื้อให้จิบน้ำคั้นจากผลไม้หรือจะให้ดื่มแทนน้ำไปเลยก็ได้ วิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยกินได้มากขึ้น

                จะเป็นการดีมากถ้าหากคนไข้ได้ทานพวก Antioxidomts โดยเฉพาะพวก VitaminC-Megadoseก่อนอย่างน้อย 1-2 อาทิตย์

 

-24-

ตารางกิจกรรม

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งมีความจำเป็นเพราะเจ้าตัวต้องรู้ว่าถึงเวลาไหนจะต้องทำอะไรบ้าง ถึงเวลากินก็ต้องกินไม่ใช่ไม่หิวก็ไม่กิน เพราะถ้าปล่อยตามใจปากก็อาจกินได้น้อยมากก็เป็นได้ ส่วนกิจกรรมในแต่ละเวลา มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยจะได้รู้ว่าถึงเวลาจะต้องทำอะไรไม่ใช่นอนเฉย ๆ ทั้งวัน และอยู่อย่างท้องแท้ การตั้งเวลาถึงกี่โมงจะต้องทำอะไรทำให้ผู้ป่วยตื่นตัวและเป็นการสร้างความกระตือรือร้นทางอ้อม

                การเอาใจใส่ในเรื่องอาหาร การนวด การทำสมาธิ การออกกำลังกาย ฯลฯ และการดูแลอย่างใกล้ชิดของญาติเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัวและเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยอย่างดี

ตารางกิจกรรมประจำวัน

05.00 น.                ตื่นนอน สวนกาแฟ

 ถูผิวหนัง อบไอน้ำหรือแช่น้ำร้อน-เย็น แล้วจึงอาบน้ำตามปกติ

05.45 น.                ทำสมาธิ

06.00 น.                น้ำส้มคั้น แล้วออกไปสูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 5-10 นาที

 เดินเล่นหรือกายบริหารตอนเช้าแล้วแต่ชอบ เช่น แกว่งแขนหรือรำมวยจีนก็ได้

07.30 น.                อาหารเช้า 

08.30 น.                อาบแสงตะวัน

09.30 น.                ออกกำลังกาย โดยการเดินหรือปั่นจักรยานค่อย ๆ เพิ่มจนถึงขั้น Aerobic

10.00 น.                อาหารว่าง

 ฟังเพลง อ่านหนังสือหรือทำงานอดิเรกหรือนอนพัก

12.00 น.                อาหารกลางวัน

13.00 น.                นวดคลายเครียด แล้วนอนพักผ่อนเวลาบ่าย

15.00 น.                อาหารว่าง

หลังอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ออกกำลังกาย อาจเป็นการเดิน ออกกำลังกายในน้ำ หรือว่ายน้ำ ถูผิวหนัง อบไอน้ำ หรือแช่น้ำร้อน-เย็น แล้วจึงอาบน้ำตามปกติ

18.00 น.                อาหารเย็น พักผ่อน

20.00 น.                ทำสมาธิ

21.00 น.                อาหารว่าง

                                เข้านอน

 

 

 

 

-25-

ตัวอย่างอาหารแต่ละวัน

06.00 น.                น้ำส้มคั้น

07.30 น.                มะละกอ ลูกเกด จมูกข้าวสาลี (Wheat germ)

                   ข้าต้มกล้องใส่ผักและสาหร่ายทะเล หรือขนมปัง Whole Wheat ชนิด โฮมเมด

                                ทาแยมชนิดโฮมเมดเช่นกัน (ไม่ใส่น้ำตาลและยากันบูดใด ๆ ทั้งสิ้น)

10.00 น.                น้ำ Apple ผสมน้ำ Carrot  (ใช้อย่างละเท่า ๆ กัน)

12.00 น.                ข้าวกล้อง ผสมข้าวโพด โดยรำข้าวใหม่ ๆ หรือรำข้าวสาลีหรือจมูกข้าวสาลี

                                *สลัดผักสด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง น้ำสลัดเป็นน้ำมะนาวเท่านั้น

                                *ซุบโ)แตสเซี่ยม ใส่มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล ผักต่าง ๆ ฯลฯ

                                *ผัดผักเช่น ผักกาดขาว สาหร่ายทะเล (ไม่ใช้น้ำมัน-ให้ใช้น้ำซุปโปแตสเซี่ยมผัดแทน)

                                *ฟรุตสลัด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง น้ำสลัดเป็นน้ำมะนาว

15.00 น.                น้ำฝรั่ง

18.00 น.                ข้าวกล้องผสมข้าวโพด โดยด้วยรำข้าวใหม่ ๆ สลัดผักสด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง

                                น้ำสลัดเป็นน้ำมะนาว ผัดผักรวม มะม่วงจานเล็ก

21.00 น.                น้ำแตงโม

 

                นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ความจริงเราอาจดัดแปลงตามความชอบของเรา แต่สิ่งสำคัญ ต้องเป็นข้างกล้อง ผักและผลไม้มาก ๆ เพราะเราต้องการPotassium จำนวนมากProteinและไขมันนั้น ในพืชผักที่กล่าวมาก็พอเพียงแล้วเพราะร่างกายของผู้ป่วยต้องการProtein เพียง 28-33 กรัม/วัน, กรดไขมัน 3 กรัม/วัน และ Carbohydrate 500-675 กรัม/วัน แต่ต้องการวิตามิน เกลือแร่ และEnzyme จากพืชผักผลไม้จำนวนมากที่สุดเพื่อนำมาสร้างภูมิคุ้มกัน

ประโยชน์ของแสงอาทิตย์

                แสงอาทิตย์จะกระตุ้นระบบประสาทให้กะปรี่กะเปล่า เสริมการทำงานของต่อมไร้ท่อที่ควบคุมการหลั่งของHormone ต่าง ๆ ของร่างกาย ตั้งแต่ต่อม Pineal ต่อมใต้สมองและต่อม Thyroid เป็นต้น แสงอาทิตย์มีพลังงานหลายชนิด แต่มีปัญหาความร้อนจากรังสี Infraredและป้องกันรังสี Ultraviolet ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง แก้ได้โดยเอาใบตองสีเขียวห่มตัวป้องกันรังสีเหล่านี้

ต้องงดเค็มเพราะ (NaCl)

          ผู้ป่วยมีเกลือ K (potassium) ต่ำลงทำให้ร่างกายอ่อนเพลียภูมิต้านทานลดลงร่างกายจะมี Na และK มีผลต่อการเจริญเติบโตของมะเร็ง ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งถ้าจะให้ฟื้นตัวเร็ว แข็งแรงขึ้น และมีภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้นจะต้องเสริมด้วยเกลือแร่ K ให้มาก ถ้าเรากินเค็มมากเกินไประดับ K ในร่างกายจะต่ำ

-26-

ลง การงดกินเกลือ Na เพื่อต้องการให้ร่างกายมี Kสูงขึ้นนั่นเองทำให้ภูมิต้านทานฟื้นตัวโดยเร็วนั่นเอง ถ้าร่างกายมี K มากแปลว่าร่างกายค่อนข้างเป็นด่าง ความเป็นด่างจะดีในแง่ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ ของมะเร็งหลวม และภูมิต้านทาน(T-cell,B-cell)ทำลายได้ง่ายขึ้นแต่ถ้าให้ยา  Kหรือ Mg ให้ร่างกายเป็นด่างก้อนมะเร็งจะค่อย ๆ ยุบลงไปได้อีก แต่การให้ยาค่อนข้างอันตราย อาหารจากพืชผักผลไม้จะปลอดภัยกว่า (K=Potasium;Na Cl=Sodium Chloride; Na=Soduim)

                เพราะฉะนั้นมีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเพิ่ม K เพื่อให้ภูมิต้านทานกลับมาทำให้ร่ายกายสามารถปรับสภาพเป็นด่างน้อย ๆ และเพื่อการฟื้นสภาพของร่างกายคืองดกินเกลือ NaCl เพราะถ้า  Na ต่ำลง K  ก็จะสูงขึ้นโดยง่ายถ้าหากกินอาหารที่มี K สูง ซึ่งมีมากในผักผลไม้ และสาหร่ายทะเลพวกส้ม  แคนตาลูป มะเขือเทศ ผักใบเขียวทุกชนิด มันฝรั่งและกล้วย ฯลฯ

ทำไมต้องใช้ความร้อน

                เรารู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีไข้นั่นแสดงว่ากระบวนการทางธรรมชาติในร่างกายของเรากำลังกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิต้านทานให้กระปรี้กระเปร่าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใดก็ตามที่มีเชื้อไวรัสและแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายของเราเราจะเป็นไข้นั้นแสดงถึงปฏิกิริยาสนองตอบเพื่อเอาชนะเชื้อโรคของร่ายกาย Hippocrates เคยกล่าวไว้ว่า ขอให้แต่มีไข้โรคอะไรก็รักษาหาย ดังนั้นการรักษามะเร็งเราก็เรียนแบธรรมชาติกล่าวคือ การทำให้ร่างกายร้อนขึ้นไม่ว่าจะเป็นการอาบแสงตะวัน การใช้ความร้อนความเย็นก็เพื่อกระตุ้นเร้าให้เซลลฺ์ เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างบมีประสิทธิภาพมากขึ้นการที่ร่างกายร้อนขึ้นยังเป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายเมื่อการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น เซลล์เม็ดเลือดขาวก็จะมีโอกาสวนเวียนไปทั่วร่างกายคอยกำจัดเซลล์มะเร็งทิ้งอย่างที่เราต้องการ  ในทางปฏิบัติเราต้องอาศัยความอดทน และความร่วมมือของผู้ป่วยอย่างมากเนื่องจากเป็นการต่อสู้ระหว่างเซลลฺ์มะเร็งกับเซลล์ภูมิคุ้มกัน ธรรมชาติร่างกายของเรานั้นมันสามารถซ่อมสร้างรักษาโรคได้ด้วยตัวของมันเอง แม้แต่มะเร็งมันก็เอาชนะได้ เพียงแต่เราต้องคอยป้อนอาวุธที่มีประสิทธิภาพอันได้แก่ vitamins,minerals และ Enzymes ต่าง ๆ ที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับภูมิต้านทานไม่ให้ขาดจนกว่าสงครามเซลล์จะสิ้นสุดลง ถึงตอนนั้นเราก็จะชนะโรคมะเร็งได้อย่างเด็ดขาด

Lymphocyte

เป็น WBC ทำหน้าที่เป็นทหารของกองทัพแห่งภูมิต้านทานท่มีความสำคัญที่สุดมีมากในต่อม Thymms,Spleen,Lymphnode; WBC ชนิดนี้มีอยู่ 3 ชนิดคือ T-cell ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทั้งหมด B-cell เอาไว้สร้าง Antibody สำหรับทำลายเชื้อโรคและ Phagocyte  เป็นเซลล์นักฆ่าซึ่งจะรับหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมคือเซลล์มะเร็ง ไวรัส, แบคทีเรีย ทิ้ง  Cell Lymphocyte ทั้งหมดจะมีเพียง 18-45% เท่านั้น

 

 

-27-

ข้อระวังในการสวน

                การสวนด้วยกาแฟค่อนข้างปลอดภัยหากระมัดระวังไม่ให้หม้อสวนสูงเกินไป เพราะถ้าสูงมากทำให้น้ำกาแฟขึ้นไปไกลในลำไส้ใหญ่ ซึ่งไม่จำเป็นผู้ป่วยที่ตัดเอาลำไส้ออกทางหน้าท้อง การสวนทางลำไส้ทำไม่ได้นอกจากใช้ผลซีเลียมซึ่งเป็นสารเส้นไยให้กินแทน และใช้สมุนไพรจำนวก Tonic เช่น ดอกแดนดิไลออนชนิดน้ำกระตุ้นการทำงานของตับ

                การสวนล้างลำไส้แบบใช้เครื่องหรือที่เรียกว่า Colon Machine ในกรณีของมะเร็งห้ามทำเพราะจะเป็นการสวนล้างที่มากเกินไป น้ำจะขึ้นไปในลำไส้ ส่วนที่สูงกว่าทำให้เสียเกลือ K ไปโดยไม่เป็นการสมควรในรายของมเร็งเราจะต้องการเก็บ K และเติม K จากอาหารให้อยู่แล้ว การสวนด้วยกาแฟทุกวันเป็นการเพียงพอแล้ว (K=Potassium)

อาหารมนุษย์

                อาหารของมนุษย์ที่เหมาะสมกับมนุษย์จริง ๆ คือพืช ผักผลไม้เท่านั้น ไม่ใช้เนื้อสัตว์ หลักฐานสำคัญอันหนึ่งคือกะโหลกของมนุษย์เมื่อสมัย 2 ล้านปีมาแล้ว จะเห็นว่าฟันของมนุษย์ สมัยก่อน ไม่มีเขี้ยวสำหรับกัดแล้วฉีกเนื้อสัตว์เป็นฟันบดทั้งสิ้น ฟันบดหมายความว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้เป็นสัตว์กินพืชและและกินเมล็ดพืช

พวกอายุยืนกว่า 100 ปีขึ้นไป อาหารพวกนี้มีเพียง พืชผัก ผลไม้เท่านั้น (บางคนอายุถึง 150 ปี)

1.    พวก Hunza อยู่เทือกเขาหิมาลัยห่างชายแดนประมาณ 80 กม.ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของPakistan

2.    กลุ่มชาวบานวิลคาแบมปาในเทือกเขาแอนดีสประเทศเอกวาดอร์

3.    กลุ่มชาวเขาในเปรู

4.    กลุ่มอัพคาเซีย เทือกเขาจอร์เจียในรัสเซีย

พวกอายุสั้น อาหารพวกนี้มีเพียงเนื้อสัตว์

1.    พวกเอสกิโม อายุเฉลี่ย 27 ½ ปี

2.     พวกเคอร์กิจ รัสเซียตะวันออก ไม่มีใครมีอายุถึง 40 ปี

Vit.C (Vitamin C)

          ในเซลล์ปกติของมนุษย์จะมีสารเหนียวหนืดเรียกว่า glycosaminoglycan ล้อมรอบอยู่ ทำให้สิ่งแปลกปลอมไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ได้ ในกรณีของผู้ป่วยมะเร็ง เซลล์จะสามารถสร้าง Enzyme (สารช่วยเร่งปฏิกิริยา) Hyaluronidase ขึ้นมาสารตัวนี้สามารถย่อยสารเหนียวหนืด glycosaminoglycan ให้สลายตัวไปทำให้เซลล์มะเร็งสามารถซึมแพร่เข้าไปในเซลล์ปกติได้ และทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งรุกรามต่อไป แต่ vit.c. สามารถทำลายประสิทธิภาพของHyaluronidase ได้หมดสารเหนียวหนืดที่ล้อมรอบเซลล์ปกติจึงไม่ ถูกทำลายเซลล์มะเร็งจึงไม่สามารถลุกลามเข้าไปในเซลล์ดีได้

-28-

ผลงานวิจัยสนับสนุน Dr. L. Pauling

          ได้นำเซลล์มะเร็ง  Neuroblastoma และ rat gliomaมาเพาะในน้ำเลี้ยงและใส่ vitamin.c ลงไป หลังจากนั้นระยะหนึ่งก็นำเอาเซลล์มะเร็งมานับดูปรากฏว่า 99% เซลล์มะเร็งถูกทำลายโดย vit.c ภายใน 48 ชั่วโมง และยังพบว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งแบบ Melanomaได้อีกด้วย

บุคลิกของผู้ชนะมะเร็ง

                แอลซีเบิร์ต นักจิตวิทยาทำการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่รอดได้ว่าคนเหล่านี้มีบุคลิกที่น่าสนใจดังนี้

-          มีความขี้เล่นเหมือนเด็กรักสนุกโดยไม่ได้เสแสร้ง

-          ดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างลืมวันลืมคืน

-          มีความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็ก

-          มีความสังเกตดี ชอบจับผิดโดยไม่ได้มีอคติ

-          ชอบทำอะไรเปิ่น ๆ แล้วหัวเราะกับตนเอง ได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องเครียด

-          มีใจกว้างสามารถรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อตนเอง

-          มีจินตนาการ ชอบฝันกลางวัน

จะเห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นวิธีมองโลกในแง่ดี อารมณ์ดีไม่เป็นคนเครียดง่าย บุคลิกแบนี้จะทำให้ภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นแบบไหนมาก่อนแต่บุคลิกดังกล่าวเป็นอะไรที่ฝึกกันได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงบุคลิกได้ดังกล่าวสภาพของร่างกายและจิตใจก็จะอยู่ในสมดุลสภาพร่างกายและจิตใจก็จะดีขึ้นแน่นอนภูมิต้านทานต้องดีขึ้นและโรคมะเร็งก็จะหาย เมื่อปรับกายและใจได้ แล้วคน ๆ นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

-          เห็นใจผู้อื่นแม้กระทั่งศัตรู

-          สามารถหยั่งรู้โครงสร้างหรือความสัมพันธ์หรือกลไกของอุปกรณ์บางอย่าง

-          เป็นฝ่ายกระทำในการพูดหรือการกระทำอย่างเหมาะสม

-          คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม้ในสภาพวุ่นวายสับสน

-          มองโลกในแง่ดีและมีความมั่นใจแม้ว่าตนเองจะโชคร้าย

-          ทนต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นและแก้สถานการณ์ได้

-          มีความสุขกับชีวิตแม้จะมีอายุมากแล้ว

การเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นแบบที่ว่าไว้ไม่ใช่ของง่ายนัก แต่เราสามารถปรับได้ ก่อนอื่นคงต้องปรับกันที่จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก

ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า ถ้าเราบังคับจิตใจอะไร ๆ มันก็ไม่มีปัญหา มะเร็งก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเราสั่งให้มันหายได้ ความสามารถของจิตนั้นมีมากมายมหาศาล เพียงแต่เราไม่รู้วิธีสั่งจิตไม่รู้จักดังเอาพลังออกมาใช้เท่านั้น ผู้ใดที่เคยหัดสมาธิมาก่อนและทำเป็นแล้วจะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยหัดเลยเพราะจะทำ

-29-

สมาธิในยามเจ็บป่วยได้มากกว่าสมาธิ ทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้นเพราะความสงบของจิตใจจะสั่งสมองส่วน Hypothalmus ให้เร่งประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวในร่างกายให้กำจัด เซลล์มะเร็งได้เก่งขึ้นในระยะท้ายๆ ที่ไม่อาจเยียวยาได้โดยวิธีใด

ถ้าได้ควบคุมอาหารและทำสมาธิไปด้วยกัน อาการของมะเร็งจะลดน้อยลงรวมทั้งโอกาสหายจะมีมากกว่าคนที่จิตใจไม่สงบ

ดร.คาร์ล ซิมอนตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง เชื่อว่าการยิ้มและหัวเราะสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายได้

Max.Gerson

 เป็นแพทย์ชาวยิวอยู่เยอรมันหนีฮิตเลอร์ไปอยู่ใน New York  อเมริการักษามะเร็งอย่างได้ผลมามากกว่า 30 ปี ผู้ป่วยที่ไปรักษา 90% เป็นระยะสุดท้ายผ่านการรักษาทุกวิธีมาแล้วจากที่อื่น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เขาสามารถรักษาให้หายขาดประมาณ 50% ที่จริงตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้ถ้าได้รับความร่วมมือจากหมอประจำตัวผู้ป่วยมากกว่านี้และได้ความร่วมมือจากญาติพี่น้องมากกว่านี้ ต้นเหตุของความล้มเหลวคือระยะเวลาการกำจัดอาหารบางรายทำเพียง 2 เดือนพออาการดีขึ้นแทนที่จะกำจัดอาหารต่อกลับเลิกกลางครัน ดังนั้น ตัวเลขในการรักษามะเร็งในระยะต้นจะดีมากเมื่อกำจัดอาหารได้ 2 เดือนแล้ว แม้ว่าในระยะแรกอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นจริงแต่กลับมีอาการอะไรบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าระบบต่าง ๆ ในร่างกายไม่อาจถูกกระตุ้นให้ต่อสู้กับโรคมะเร็งจนหายได้ ในรายเช่นนี้ผลตอบสนองต่อการรักษาด้านอาการในระยะหลังจึงไม่ดีพอ และ Gerson ตั้งข้อสังเกตไว้คืออาหารรักษามะเร็งจะแพงกว่าอาหารธรรมดาในชีวิตประจำวันดังนั้นคนในครอบครัวผู้ป่วยจึงมักจะไม่ให้ความร่วมมือในระยะหลังหลังจากใช้จ่ายไปมากแล้ว

อาหารส่วนใหญ่ Gersonใช้ผักผลไม้สดปลอดสารพิษเป็นส่วนใหญ่เขาทดลองประมาณประมาณพืชผักที่ใช้รักษามะเร็งจนกระทั่งหายเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก กล่าวคือในแต่ละปีจะให้ Carrot กว่า 800 กก., Apple 600 กก., กะหล่ำปลี 145 หัวใหญ่, ผักกาดหอม 360 กก., พริกหวาน 60 กก. ฯลฯ ตัวเลขมากขนาดนี้เพราะมีผักส่วนหนึ่งเอามาปั่นเป็นน้ำผัก จะเห็นว่าการรักษามะเร็งนั้นต้องใช้พืชผักเป็นจำนวนมากในการรักษา (Max Gerson มีชีวิตอยู่ระหว่าง คศ. 1881-1959)

วิธีป้องกันและลดอัตราการเกิดมะเร็งทั่วไป (National academy Of Sciences)

1.    จงลดการรับประทานอาหารไขมันทั้งประเภทอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวให้เหลือประมาณ 20-30%ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ (ไขมันจากสัตว์และพืช)

2.    ควรรับประทานอาหารพวกผักและธัญพืชเป็นประจำเพื่อเพิ่มกากใยอาหารโดยเฉพาะผักที่มีสีเขียว สีส้ม สีแดง สีเหลือง เนื่องจากมีสาร Carotene และอาหารพวกถั่วซึ่งมีvit.E

3.    ควรรับประทานผลไม้เป็นประจำ โดยเฉพาะผลไม้พวกส้มซึ่งให้ Vit.C และผลไม้ที่มีสีเหลือง สีแดง สีส้ม เพราะมี  Pro-Vitamin A (Betacarotene)                                                           

 

-30-

 

4.    จงลดอาหารพวกดองเค็มหรือเค็มจัด และอาหารที่รมหรืออบด้วยควันหรือย่างด้วยไฟแรง ๆ จน

ไหม้เกรียม

5.    พยายามศึกษาและปฏิบัติทุกวิถีทางที่จะลดสารเจือปนหรือสารแปดเปื้อนที่เป็นหรือสงสัยว่าจะเป็นการก่อมะเร็งเช่น Aflatoxin หรือสารPromotor เช่นไขมันเป็นต้น

6.    จงลดหรือหยุดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มี Alcohol

7.    จงลดหรือหยุดการสูบบุหรี่ และอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ปราศจากควันไอพิษจากรถยนต์ และโรงงานให้มากที่สุด

8.    อย่าให้ร่างกายถูกแสงแดดมากเกินไปและรักษาร่างกายให้สะอาดเสมอ

จากงานวิจัย 5 ปี (มะเร็งกระเพาะอาหาร)

                กลุ่ม Provitamin A (Betacarotene)+vit.E-Selenium สามารถลดอัตรา Ca. ลงได้ 13% สำหรับ Ca ที่ Stomach  ลดลงได้ถึง 20% ทั้งยังทำให้ผู้ป่วยเป็นCa. มีชีวิตยืนยาวขึ้น (Ca.=Cancer=มะเร็ง)

                ร่างกายเรามีกระบวนการปกป้องตนเองด้วยสาร Antioxidants ที่เป็น Enzyme ต่าง ๆ ได้แก่กลูตาไธโอนซินเตเตส, กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส, กลูตาไธโอนรีดักเตส, คาตาเลส กลูโคสซิกฟอสเฟตตีฮัยโดรจิเนส, ซูเปอร์ออกไซค์ดิสมิวเตส เป็นต้น เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยภายในร่างกาย

                ยังมีสารที่ได้รับจากภายนอกเพื่อปกป้องร่างกายได้แก่ Vitamins และ minerals ต่าง ๆ เช่น vit.A, vit.C, vit.E, Se, Cu, Zn และMn. สารเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบไม่อาจขาดตัวใดตัวหนึ่งได้ และยังรวมไปถึง vit.B2, vit.B12, Choline, Methionnine และกากใยในสารอาหาร

Provitamin A หรือ Betacarotene  ทำให้จำนวนของ WBC, ชนิด Lymphocyte  และ T-Cell เพิ่มขึ้น T-Cell มีบทบาทเป็นนักฆ่าเซลล์มะเร็ง คนไทยบริโภค  Betacarotene ได้เพียง 0.5-4 mg/day เท่านั้น ในอาหารประจำวันแต่ถ้าจะป้องกันโรคความเสื่อมได้จะต้องทาน Betacarotene  ประมาณถึง 30 mg/day หนทางออกที่จะทานให้เพียงพอคือต้องสำเร็จรูปหรือ Vitamin ชนิดเม็ดหรือแคปซูลเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

-31-

 

*มะเร็งกายยังหายได้สบาย-แต่มะเร็งในยากส์

 

 

ท่านกิน คิด ทำ อย่างไรท่านก็จะเป็นอย่างนั้น

 

Eat Natural Foods For Natural Health

Eat Less Live More.

We Are What We Eat

 

พุทธศาสนาสอนว่า

การดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายใกล้ธรรมชาติที่สุดคือชีวิตที่ดีที่สุด

 

 

 

=โดย=

 

“Wellness Physician”

 

=แห่ง=

 

*อาศรมวนปรัสถ์  - ไร่มะขามเปรี้ยว*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

###ห้ามนำไปจำหน่ายเด็ดขาด ไม่ว่าโดยวิธีใด###

แต่ถ้าท่านนำข้อความเหล่านี้ไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์โดยไม่เอาผลประโยชน์ใด ๆ

ก็ขออนุโมทนายินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

-32-

การล้างพิษทางลำไส้ใหญ่ (Colon Detoxification)

1.    การสวนล้างพิษด้วยกาแฟ (นอนตะแคงขวา)

ถ้าใช้กาแฟผลสำเร็จรูป 100%ใช้ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะชงในน้ำร้อนเดือดให้สะอาดให้ดีแล้วเติม

น้ำสะอาดให้อุณหภูมิพออุ่น ขนาดอุณหภูมิของร่างกายเรา และให้ได้ปริมาณ 1,000-1,200 ซี.ซี.

                แต่ใช้กาแฟบริสุทธิ์ 100% ที่คั่วแล้วบดใช้ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะต้มในน้ำประมาณ 1,400 ซี.ซี.ให้เดือด ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที แล้วนำมากรองด้วยผ้าบาง ๆ เอาแต่น้ำให้ได้ 1,000-1,200 ซี.ซี. อุณหภูมิอุ่น ๆ ประมาณ 37 องศา C หรือ 98.6 องศาF ( เท่าอุณหภูมิของร่างกาย)

วิธีสวน

1.    เทน้ำกาแฟอุ่น ๆ ที่เตรียมไว้ใส่ในถุงสวน อย่าลืมปิดวาวล์ที่ปลายท่อสวนไว้ก่อน

2.    แขวนถุงสวนไว้ทางปลายเท้าที่จะนอนสวน ให้สูงจากพื้นนอนประมาณ 90-100 ซม. (ถ้าสูงมากเกินไปจะทำให้เกิดความดันมากเกินไปทำให้น้ำกาแฟไหลเร็วและแรงอาจทำให้กลั้นไม่อยู่หรือกากทำให้น้ำกาแฟไหลขึ้นสูงเกินไปถึงลำไส้เล็กได้ซึ่งจะทำให้เกิดอาการข้างเคียง)

3.    ยกปลายสวนขึ้นเปิดวาวล์เพื่อไล่อากาศที่อยู่ในสายออกจนหมดแล้วปิดวาวล์ไว้ และให้ใช้วาสลินหรือเยลลี่หรือสบู่เหลวทางหล่อลื่นที่ปลายสวนประมาณ 3-4 นิ้ว

4.    นอนตะแคงขวาให้งอเข่าซ้ายเข้าหกอก ส่วนขาขวาที่อยู่ล่างจะงอเหมือนขาซ้ายก็ได้หรือจะเหยียดตรงก็ได้สอดปลายท่อสวนเข้าทวารหนักให้ลึกเข้าไปประมาณ 3-4 นิ้ว (ถ้าสอดเข้าไปได้ยากเนื่องจากหูรูดทวารหนักเกร็งตัวให้ใช้นิ้วชี้สอดนำทางเข้าไปก่อนประมาณ 1 นิ้ว เพื่อให้หูรูดคลายตัวแล้วสอดหัวสวนเข้าไปข้าง ๆ นิ้วชี้ จะสอดเข้าไปสะดวกมาก) แล้วเปิดวาวล์ให้น้ำกาแฟในถุงไหลเข้าไปจนหมด ใช้เวลา 2-3 นาที ระหว่างน้ำกาแฟไหลเข้าไปนี้จะมีอาการปวดเป็นพัก ๆ เพื่อลดอาการปวดหรือเกร็งของลำไส้ ให้หายใจเข้าออกลึก ๆ จนกระทั่งน้ำกาแฟในถุงสวนหมด ถ้าทนไม่ได้จริง ๆ ก็ปิดวาวล์ไว้ก่อน (หรือบีบสายไว้ให้ไหลช้า ๆ ก็ได้ ) พออาการทุเลาค่อยปล่อย

5.    เมื่อน้ำกาแฟลงหมดแล้ว ก็ถอดสายสวนออกแล้วนอนหงายใช้มือนวดหน้าท้อง ทวนเข็มนาฬิกาใช้เวลานานประมาณ 10-20 นาที ได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้กาแฟอีนซึมไปกระตุ้นตับได้ดียิ่งขึ้นแล้วค่อยไปนั่งถ่ายไม่ต้องเบ่งใช้เวลาถ่ายนาน ๆ หน่อยจนหายปวดท้อง ขณะนั่งถ่ายในนวดหน้าท้องไปด้วยจะยิ่งดี

2.    การสวนด้วยน้ำมะนาว (ให้นอนตะแคงซ้าย)

ให้ใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิธรรมดา ไม่ควรให้อุ่นหรือร้อน เพราะจะทำให้ Vitamin C สูญหายหรือถูกทำลายหมด ให้ใช้น้ำประมาณ 1,000-1,200 ซี.ซี. ใช้น้ำมะนาว 2-4 ลูก (ระวังอย่าให้เมล็ดมะนาวผสมลง

 

-33-

ไป เพราะทำให้หัวสวนอุดตันได้ วิธีสวนทุกอย่างให้ปฏิบัติเหมือนสวนด้วยกาแฟ ยกเว้นเวลาสวนให้นอนตะแคงซ้าย งอเข่าขวาเข้าหาอก

3.    การสวนด้วยน้ำมะขามเปียก (ให้นอนตะแคงซ้าย)

ให้ใช้มะขามเปียก (เปรี้ยว) ประมาณ 1 กำมือ มาขยำกับน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตร แล้วนำไปตั้งไฟให้เดือดใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แล้วนำมากรองด้วยผ้าสะอาด ให้ได้น้ำมะขามเปียกมาณ 1,000-1,200 ซี.ซี. ให้มีอุณหภูมิพออุ่น ๆ ประมาณ 37 องศา C หรือ 98.6 องศาF (อุณหภูมิของร่างกาย) แล้วนำมาสวนวิธีเช่นเดียวกับการสวนด้วยมะนาว

หมายเหตุ

1.    ขณะทำการสวนควรทำตัวให้สบาย ๆ อย่าเครียด อย่าเกร็ง เวลาปวดท้องก็ให้นวดหน้าท้องและหายใจเข้าออก ลึก ๆ ช้า ๆ พอน้ำที่สวนเข้าไปหมดแล้วพยายามกลั้นไว้นาน ๆ 10-20 นาทีจึงจะได้ผลดี การสวนด้วยกาแฟควรสวนเวลาเช้าตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ส่วนการสวนด้วยน้ำมะนาวหรือมะขามเปียก ควรสวนตอนเย็นหลังจากสวนเสร็จแล้ว ถ้าได้ดื่มน้ำผัก-ผลไม้สด ๆ ตาม จะรู้สึกสบายมาก ๆ เช่น น้ำแตงโม, สัปปะรด, ฝรั่ง, มะละกอสุก , แอปเปิ้ล, แครอท ฯลฯ (ห้ามสัปปะรดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง)

2.    ข้อห้ามสำหรับการสวนด้วยกาแฟ

-          ผู้ที่ผ่าตัดลำไส้ โดยเปิดลำไส้ให้ขับถ่ายทางหน้าท้อง

-          ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมาก และยังควบคุมไม่ได้

-          ผู้ที่เป็นโรคหัวใจที่ยังไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในระยะปลอดภัย

-          เด็กที่อยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโต

-          ผู้หญิงมีครรภ์

-          ในผู้สูงอายุที่มีร่ายกายอ่อนเพลียมาก

เมื่อท่านนำไปปฏิบัติแล้วจะมีผลตามมาคือ ทำให้อายุยืน หนุ่มขึ้น หล่อ สวย โรคภัยไข้เจ็บลดหรือหายไป แล้วท่านอย่าได้มากล่าวโทษหนุ่มน้อย แห่งศาลาพักใจ ไม่ได้เด็ดขาด แน่จริงพบกันเย็น 31 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี แล้วจะสะใจยินดีต้อนรับจากใจจริง 100% จงเอาความทุกข์-ความผิดหวังทิ้งไว้ที่นี่

                ที่นี่มีแต่คำว่า อภัย และรอยยิ้ม จาก

                                                               

                                                                Wellness Physician

 

 

 

 

 

 

-