ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง


ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อ
กับเขาปลายบัด เขาดิน เขาอังคารและเป็นสาขาของเขาดงรัก
อยู่ในระหว่างเขตอำเภอนางรองกับประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ติดต่อ
กันบนเขานี้มีทางรถยนต์ขึ้นลงได้ 2 ทาง คือ
ถ้าเดินทางมาจากอำเภอนางรองผ่านหมู่บ้านตาเป๊ก
รถยนต์จะแล่นไต่เขาไปทางด้านทิศเหนือ
หากเดินทางมาจากอำเภอประโคนชัย รถยนต์จะวิ่งตาม
ไหล่เขาไปทางด้านทิศตะวันออก ที่ตระพักเขาชั้นล่าง
ทางด้านตะวันออกมีบันไดต้นทางที่จะเดินขึ้นไปสู่ปราสาท
ขนาดกว้าง 22.00 เมตร เป็นชั้น 4 ชั้น
สำหรับตั้งรูปประติมา อยู่ริมชานซ้ายขวาข้างละหนึ่งฐาน
ห่างกัน 7.50 เมตร ถัดจากชานเป็นบันไดขึ้นไปสู่เนินดินรูปสี่เหลี่ยม
ตั้งแต่บันไดชั้นต้นขึ้นมาจนถึงเนินดินแห่งนี้พังทลายเหลือ
ร่องรอยพอเป็นเค้า ๆ เท่านั้น สำหรับเนินดินนั้นเข้าใจว่า
จะเป็นฐานของพลับพลาหรือมณเฑียรเป็นรูปกากบาท
ขนาดกว้าง 5.5 เมตร ยาวจากทิศเหนือไปใต้ 40.00 เมตร
ยาวจากตะวันออกไปตะวันตก 30.00 เมตร ตั้งอยู่บนลานดิน
อันมีส่วนกว้าง 150.00 150.00 เมตร มณเฑียรมุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างเนินดินฐาน พลับพลา
เฉียงไปทางด้านเหนือประมาณ 13.00 เมตร มีมณเฑียร
หลังหนึ่งมักเรียกกันว่า โรงช้างเผือก สร้างด้วยหินทรายปนแลง
หันหน้าไปทางทิศใต้เป็นอาคารมีมุขตะวันออกและตะวันตก
ขนาดกว้าง 6.40 เมตร ยาว 20.40 เมตร ยกฐานสูง 1.00 เมตร
หน้ามุขมีชานชาลาทางขึ้น ลงตั้งเสารับชายคา 4 ต้นอาคาร
หลังนี้มีระเบียงคตล้อม 3 ด้าน ช่องทางเดินภายในระเบียงคต
กว้าง 4.35 เมตร และบันไดอยู่ 2 ข้าง นอกระเบียงคตออกไป
เป็นกำแพงก่อด้วยแลงล้อมกั้น 3 ด่าน ส่วนอีกด้านหนึ่งคือทิศใต้
อาจจะยังทำไม่เสร็จ จึงมีแต่เพียงฐานแลงเป็นแนวอยู่
ห่างจากมณเฑียรหลังนี้ตรงไปทางตะวันตก
ประมาณ 50.00 เมตร มีสระน้ำขนาดเล็ก ขนาดใหญ่
3 สระ กักน้ำได้ตลอดปี ชาวบ้านเอาใจใส่พร้อมเพรียง
กันรักษาน้ำในสระใหญ่ที่สุดไว้สำหรับบริโภคนอกนั้น
ใช้เป็นที่อาบชำระล้างร่างกาย อาศัยที่มีน้ำบริบูรณ์ดังกล่าวนี้
นักทัศนาจรหมู่มากอาจจะไปเที่ยวชมปราสาทหินเจาพนมรุ้ง
และพักแรมอยู่ที่บริเวณนี้ได้อย่างสะดวกสบาย
แต่ผู้พักควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะถ้าไปทำให้น้ำในสระเหล่านั้นเกิดความสกปรกโสมมขึ้น
ตามอารมณ์ระเริงแล้ว บุคคลอื่นจะต้องเดินจากเขาลูกนี้ไป
หาน้ำใสสะอาดที่แหล่งอื่นระยะไกลนับเป็นร้อย ๆ เมตรทีเดียว
ถนน ที่ลานใหญ่มีถนนปูด้วยปผ่นหินทรายจากกเนินเดินตรง
ไปยังเชิงบันไดนะพานนาคราช กว้าง 7.00 เมตร ยาว 160.00 เมตร
สองข้างขอบถนนมีเสาหินสี่เหลี่ยมทำยอดคล้ายดอกบัวตูม
ซึ่งมักเรียกกันว่าเสาเทียน หรือ เสานางเรียง สูง 1.60 เมตร
ปักรายเป็นระยะ ๆ แต่โค่นเสีย โดยมากเหลือดีอยู่เพียง 2 – 3 ต้นเท่านั้น
สะพานนาคราช ทำเป็นรูปกากบาทกว้าง 6.20 เมตร ยาว 20.00
มีบันได 3 ชั้นและทำรางสะพานเป็นตัวนาคราช 5 เศียร เศียรนาค
จำหลักงดงามมาก เสาและขอบสะพานก็จำหลักลายงดงามเช่นกัน
บันได ต่อจากสะพานนาคราชเป็นบันไดหินขนาดกว้าง 13.00 เมตร
ยาว 30.00 เมตร มี 5 ชั้น เป็นทางเดินขึ้นไปยังลานบนยอดเขา
สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพัก 5 กระพัก
ชานบันได สุดขั้นบันไดถึงลานชั้นยอดของเขาพนมรุ้ง
มีชานหัวบันไดปูด้วยแผ่นหิน ขนาดกว้าง 6.25 เมตร
ยาว 15.00 เมตร บริเวณชานบันไดนี้เป็นไหล่เขาจึงมี
เขื่อนหินกันพัง ลานชั้นนี้เป็นที่ตั้งปราสาทหิน มี บริเวณ
เป็นที่ว่างเปล่ารอบตัวปราสาทด้านหน้าตะวันออก
กว้างราว 38.50 เมตร ทิศตะวันตก 23.50 เมตร
ทิศเหนือ 15.00 เมตร ทิศใต้ 17.80 เมตร
ในบริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้งมีสิ่งสำคัญคือปรางค์ใหญ่
ระเบียงคต วิหาร 3 หลัง และปรางค์น้อย ๅ องค์
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ก.ปรางค์ใหญ่ ทำฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้าง 8.20
เมตร ยอดปรางค์ทับถมอยู่ ณ บริเวณนั้น หน้าประตูปรางค์ทั้ง 4 ทิศ
มีมุข ประตูทิศตะวันออกเป็นด้านหน้าระหว่างประตูทิศนี้
หน้ามุขมีฉนวนทางเดินกว้าง 3.10 เมตร ยาว 5.70 เมตร
ฉนวนนี้มีประตูอยู่ข้างด้านเหนือตรงกลางหน้าบันจำหลักเป็น
เรื่องรามเกียรติ์ ตอนทศ-กัณฐ์ลักนางสีดากับพระรามฆ่ามารีจ
ศิลาทับหลังจำหลักเป็นรูปประกฤษณะยืนในท่าจับช้างและสิงห์ฟาด
ติดต่อฉนวนเป็นวิหาร ทำเป็นห้องโถงใหญ่กว้าง 8.00 เมตร
ยาว 10.00 เมตร หลังคามุงอย่างประทุนเรือลดสองชั้น ผนังวิหาร
ด้านเหนือและใต้แต่ละด้านมีประตู 1 ประตู หน้าต่าง 2 ช่อง
ศิลาทับหลังประตูของด้านเหนือหล่นจมอยู่ในกองหิน
จำหลักเป็นรูปเทวะนั่งชันเข่าอยู่เหนือเศียรเกียรต์มุข
เสาประตูก็จำหลักลวดลายและภาพอย่างงดงามที่ประตูวิหาร
ด้านตะวันออกตอนใน ลายจำหลักของศิลาทับหลังประตูเข้าใจ
ว่าจะเป็นเรื่องนารายณ์สิบปางตอนวามนาวตาร ส่วนที่ตอนนอก
จำหลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมเหนือหลังมังกร
แตกหักเป็นสองท่อนอยู่ที่กองหิน ท่อนที่สลัก
เป็นรูปพระนารายณ์ถูกลักไปเสียแล้ว อีกท่อนหนึ่ง
ปัจจุบันรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร
ริมปรางค์ทางด้านใต้มีท่อนหินชิ้นส่วนของยอดปรางค์
กองทับถมอยู่สูงเกือบตลอดแนว ได้ตรวจพบศิลาจำหลัก
เป็นรูปภาพงามๆ หลายชิ้น
ข. ระเบียงคต ทำล้อมกั้นบริเวณปรางค์ทางด้านเหนือ
และใต้ยาว 66.00 เมตร ทางด้านตะวันออกและตะวันตก
กว้าง 88.00 เมตร ภายในมีทางเดินกว้าง 5.60 เมตร
หลังคามุงด้วยแผ่นหินทำโค้งอย่างประทุนเรือ
มีประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศ ทางทิศตะวันออกเป็นประตูหน้า
และที่หน้าประตูนี้มีศิลาจำหลักเป็นรูปภาพจมดินอยู่ท่อนหนึ่ง
อาจจะเป็นชิ้นส่วนของทับหลังประตูช่องหนึ่งช่องใดก็ได้
ค. วิหาร 2 หลัง อยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือ 2 หลัง
ขนาดกว้าง 4.55 เมตร ยาว 8.80 เมตร อยู่ที่มุม
ตะวันออกเฉียงใต้ 1 หลัง ขนาดกว้าง 7.50 เมตร ยาว 7.60 เมตร
ง. ปรางค์น้อย อยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้
ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดกว้าง 6.00 เมตร ยอดทรุดพัง
ในคูหาปรางค์องค์นี้ได้ใช้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท
มาแต่ราว พ.ศ. 2477 และในวันสงกรานต์ราษฎรพากัน
ไปนมัสการทำบุญปิดทองรอยพระพุทธบาททุกปิดตลอดมา
จนปัจจุบัน ทับหลังและหน้าบันสลักภาพงดงาม
ที่ชายลานอันเป็นบริเวณว่างเปล่าภายนอกปราสาทหินออกไป
มีพระภิกษุฝ่ายธรรมยุต นิกายปลูกกุฏิย่อม ๆ พำนักอาศัย
บำเพ็ญวิปัสสนาธุระอยู่หลายองค์เอาใจใส่ดูแลรักษาบริเวณ
ประสาทหินเขาพนมรุ้งเป็นอย่างดี ข้อที่น่าชมคือไม่พยายาม
ปลูกสร้างสิ่งใหม่ ๆ อันใดแทรกแซงลงในกลุ่มโบราณสถาน

สำหรับอายุของปราสาทพนมรุ้ง ถ้าพิจารณาดูจากลวดลาย
ที่สลักอยู่บนเสาติดกับผนังริมประตูระเบียงคตทิศตะวันออก
รวมทั้งที่สลักอยู่บนทับหลังของปรางค์น้อย อาจกล่าวได้ว่า
อยู่ในสมัยเดียวกับศิลปะขอมแบบบาปวน คือราวระหว่าง
พ.ศ. 1560 – 1630 แต่ถ้าพิจารณาจากภาพสลักบนทับหลัง
ปรางค์ใหญ่ ซึ่งขอมสลักเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เต็มทั้งแผ่น
รวมทั้งเศียรนาคที่เชิงสะพานนาคราช ก็จะเห็นว่าอยู่ใน
ศิลปะขอมแบบนครวัดตอนต้นคือราวระหว่าง พ.ศ.1650 - 1675
ด้วยเหตุนี้เราจึงอาจกล่าวไว้ว่า ปราสาทเขาพนมรุ้งแห่งนี้
คงเริ่มสร้างขึ้นในครั้งหลังของพุทธศตวรรษที่ 16
และมาสำเร็จลงในรากลางพุทธศตวรรษที่ 17
การก่อสร้างดังกล่าว อาจมีการหยุดยั้งเป็นบางขณะก็ได้
ได้ค้นพบศิลาจารึกภาษาสันสกฤตที่ปราสาทพนมรุ้ง
กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1656 – 1688 )
ผู้ทรงสร้างปราสาทนครวัด แต่เราก็ไม่สามารถทราบ
เรื่องราวอะไรจากจารึกหลักนี้ได้มากนัก

Prasat Phanom Rung

The inscriptions of Prasat Phanom Rung offer a unique insight into the nature of Khmer rule in Northeast Thai-land between the 10th and 13th centuries AD. They record the family history of Narendraditya and his son ,Hiranya, making it clear that they ruled autonomously, not as vassals to the king at Angkor. Some of this history is depicted on the narrative reliefs adorning the main sanctuary. If, as they appear to, these reliefs do relate to Narendraditya ‘s life, they represent the earliest portraiture and carving of historical scenes in Khmer art.

Let us begin with the setting, for the name ‘Phanom Rung ‘ refers to the ancient volcano upon which

The temple sits. Phanom Rung hill rises over 350 metres

above the surrounding plain. On a find day, one can gaze across the floodplain below. The eye is first caught by the sparkle of water in the baray or reservoir of the neighbouring temple of Muang Tam, and then by the dark grey foothills of the Dangrek Mountains, the border of Cambodia. The strategic value of the gill – top location of Phnom Rung continues to be appreciated today by the Thai Royal Air Force, who share the crest of the mountain with the ancient temple. In former times, Phnom Rung was midway between the great city of Angkor to the south and Phimai too the northwest. The ruler who controlled the Phnom Rung area most probably also had suzerainity over the fertile floodplain stretching south to Prasat Muang Tam. This powerful fiefdom appears to have been held during one of the most prosperous periods of the region ‘s history, by the family of Narendraditya.

Altogether eleven inscliptions have been found at Prasat Phnom Rung is in Sanskrit eulogy and surveral times in the Khmer inscliptions. It is unusual for temples to retain their original Khmer names which here means “broad mountain”.

The earliest of the inscription found at Prasat Pnom Rung is in Samskrit. It is only four lines, but has been dated to around the 7th or 8th century. This date precedes that of the 9th century usually given to the existing structures within the temple complex. Therefore, the inscription either came from another place such as the neighbouring peak of Phu Angkhan, or belonged to an earlier sanctuary which has now been built over. (This is known to have happened at Phimai, where a brick structure was discovered underlying the stone temple).

Of the other Sanakrit inscriptions, the most important bears the inventory number of K.384. It is also the biggest, measuring about 27 53 centimetres. In the early part of this century, aymonier first noticed the stone in a wat in Nakhon Ratchasima and it was moved to bangkok by Prince Damrong . aithought it was thought to have come from Khao Phnom Rung, this was not confirmed until 1972, when a second piece of the stele was found during Fine Arts Department reconstruction of the temples. This second fragment, matched the first in both size and in its 12th century Sanskrit charecters.

The inscription was erected by Narendraditya’s son, Hiranya, perhaps to commemorate the founding of new additions to the Saivite monestcry at Phnom Rung. It begins with a hymn to Shiva, in particular of the Shiva Mahayogi, supreme patron of all ascetics. Hiranya set up a golden image of his gather, and other members of the family presented gifts in his honour. The family were members of the Mahidharapura dynasty who originated in this area. During Narcndraditya’s lifetime, one of his relatives, King Suryavarman II (1112 – 1152) ruled from Angkor. Suryavarman naturally used his ties to the Northeast to bring this region under his power. In fact, earlier scholars suchas George Coedcs who examined the K.384 stele concluded that it was a hymn to Suryavarman II. However, the work of HRH Princess Maha Chakri sirindhorn has established that the inseription praises Narendraditya. The importance of the inscription lies in the insight it offers in to the independence lf the Northeastern governorships whixh came under the sway of Angkor. Men such as Narendreditya were powerful chiefs who found it advantagcous to pay tribute to the wealthy ruler at Angkor.

In the case of Narendraditya, the K. 384 inscription records that he assumed suzerainity over the Rhnom Rung princcipality after he had defeated many enemies in the service of King Suryavarman II. These may even have been the campaingns which enabled Suryavarman II to assume the throne, and are depicted on some of the bas-relifes of the temple complex. Shortly after this, however, narendraditya become a yogi and guru, retreating from the ceaseless struggle for power into the meditative world of the monastery. This at any rate, is how his son Hirunya recorded events in 1150 AD, when he decided to commemorate his father’ s history with the setting up of the inscription and golden image.

Hiranya has also set out his own biography, noting that at the age of 15 he completed a grammar course and graduated at 16. By the age of 18, he had proven his prowess as hunter of elephants, and at 20 had the golden image lf his father made. Presumably, these dedications by Hiranya were male to celebrate an addition to the monactery and a bid for control based on deification of his father, and idertification of himself with this power. Unfortunately we know nothing more of the family’s history, for the K.384 inscription is the last to be erected at Phnom Rung.

Among the other inscriptions , however , are fascinating details of the religious practices of the monastery on Phnom Rung hill. One, with an inventory number of BR.14, is carved on a rounded stone slab almost, a metre high, a shape associated with sema stones or bounday markers. The inscription on the stone dates to the 12th century,